[แถลงการณ์] เรียกร้องให้ผู้พิพากษาปล่อยตัวชั่วคราวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อยืนยันเจตจำนงค์แห่งรัฐธรรมนูญ

[แถลงการณ์] เรียกร้องให้ผู้พิพากษาปล่อยตัวชั่วคราวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อยืนยันเจตจำนงค์แห่งรัฐธรรมนูญ

แถลงการณ์สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  เรียกร้องให้ผู้พิพากษาปล่อยตัวชั่วคราวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อยืนยันเจตจำนงค์แห่งรัฐธรรมนูญ [English Below]   จากกรณีที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกจับกุมดำเนินคดีตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 116  และศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยหรือผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น คดีมีอัตราโทษสูงเกรงว่าจะหลบหนีและเกรงว่าถ้าปล่อยตัวไปแล้วจำเลยจะไปกระทำผิดซ้ำกับความผิดที่ได้ถูกฟ้อง เป็นต้น แม้ทนายความและนักวิชาการได้พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวไปหลายครั้ง แต่ศาลอาญามีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่ง ทำให้จำเลยที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี โดยปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 เดือนแล้ว และยังมีจำเลยรายอื่น ๆ ที่ทยอยถูกส่งฟ้องและศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวเช่นเดียวกัน วันนี้สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ในฐานะองค์กรต้นสังกัดที่นายอานนท์ นำภาเป็นสมาชิก ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะสำนักงานที่นายอานนท์ นำภาสังกัดอยู่ พร้อมกับรายชื่อทนายความจำนวน 187 คนที่ร่วมลงชื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวอานนท์ นำภาและจำเลยในคดีความผิดลักษณะเดียวกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันหลักการตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติรับรองไว้ว่าก่อนที่จะมีคำพิพากษาจำเลยจะถูกปฏิบัติเหมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ ประกอบกับมาตรา 107 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้สิทธิผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตในการปล่อยชั่วคราวเป็นหลัก มิใช่ให้นำข้อยกเว้นมาถือเป็นปฏิบัติเป็นสรณะและใช้หลักในข้อยกเว้นนั้นละเมิดต่อสิทธิของจำเลยและเมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นมิให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยหรือผู้ต้องหาตามมาตรา

คอรีเยาะ: กระบวนการยุติธรรมไทยเปราะบางถึงขนาดไม่กล้ายืนยันสิทธิในการปล่อยชั่วคราว

คอรีเยาะ: กระบวนการยุติธรรมไทยเปราะบางถึงขนาดไม่กล้ายืนยันสิทธิในการปล่อยชั่วคราว

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้จัดวงพูดคุยเเลกเปลี่ยนปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ทนายความและญาติของผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองต้องเผชิญ ในหัวข้อ #ปล่อยเพื่อนเรา ยืนยันสิทธิในการปล่อยชั่วคราวนักโทษทางความคิด

ฟังความเห็นของคอรีเยาะ ในเวที “จากบางกลอย ถึงกระบวนการยุติธรรม”

ฟังความเห็นของคอรีเยาะ ในเวที “จากบางกลอย ถึงกระบวนการยุติธรรม”

  เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564  เครือข่ายภาคี #SAVEบางกลอย ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้จัดเวทีเสวนาข้างทำเนียบรัฐบาล หัวข้อ “จากบางกลอย ถึงกระบวนการยุติธรรม”  ภายในงานเสวนาครั้งนี้ คอรีเยาะ มานุแช นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มชาติพันธุ์ โป่งลึก บางกลอยไว้ดังนี้ “จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้จับกุมกลุ่มชาติพันธ์ุ ที่อาศัยอยู่ที่แก่งกระจาน ต้องยอมรับว่าในฐานะคนธรรมดาเราสะเทือนใจมาก ที่ประชาชนคนที่อยากอยู่บ้านตัวเองต้องถูกรัฐกระทำรุนแรงขนาดนี้ และเป็นความรุนแรงในนามกฎหมายที่พวกเขาอ้างว่ามีความชอบธรรมที่จะกระทำกับประชาชน เป็นการกระทำที่เราในฐานะนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนไม่สามารถยอมรับได้เลยว่านี่เป็นกระบวนการความยุติธรรม หรือกระบวนการตามกฎหมายที่มีทั้งกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติชัดเจน เรื่องรับรองสิทธิของพลเมือง สิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงสิทธิของชนเผ่า ชนกลุ่มน้อยที่จะสามารถอยู่ในพื้นที่ตนเอง รักษาวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมของตนเอง ถูกกระทำเช่นนี้ อย่างแรกเลยที่เราเห็น รัฐมีการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เกินสัดส่วนไปมากมายเหลือเกิน เอา เฮลิครอปเตอร์ขึ้นไปบนใจแผ่นดิน มีการบินวน เป็นลักษณะของการข่มขู่คุกคาม

[หนังสือ] ร้องเรียนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

[หนังสือ] ร้องเรียนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ที่ สนส.33/2564 17 มีนาคม 2564 เรื่อง ร้องเรียนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เรียน     1. ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ่งที่ส่งมาด้วย      สำเนาหนังสือของนายอานนท์ นำภา ฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2564   ตามที่ปรากฏข้อความของนายอานนท์ นำภา จำเลยของศาลอาญา ซึ่งถูกขังไว้ตามหมายขังของศาลอาญาระหว่างการพิจารณาคดี โดยถูกขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรายละเอียดปรากฏตามหนังสือดังกล่าวที่ส่งมาด้วย เนื่องจากตามหนังสือที่ส่งมาพร้อมหนังสือนี้ได้มีเนื้อหาข้อความโดยสรุปว่า ระหว่างเวลา 21.30 น. ของวันที่ 15 มีนาคม 2564 ถึงเวลา 02.30 น. ของวันที่ 16 มีนาคม

สถานการณ์การฟ้องคดีปิดปากในประเทศไทย: มีกลไกกลั่นกรองแล้วแต่ทำไมแนวโน้มคดียังสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์การฟ้องคดีปิดปากในประเทศไทย: มีกลไกกลั่นกรองแล้วแต่ทำไมแนวโน้มคดียังสูงขึ้นต่อเนื่อง

รายงานสถานการณ์การฟ้องคดีปีปากในประเทศไทย ปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐไทยอธิบายต่อสังคมว่ามีกลไกกลั่นกรองคดีฟ้องปิดปากที่มีประสิทธิภาพอยู่เเล้ว อาทิ ประมวลกฎหมายอาญาวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 และมาตรา 165/2 พ.ร.บ.อัยการ มาตรา 21 และระเบียบว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน หรือจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำคัญของประเทศ รวมถึงภาครัฐ โดยกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ผลักดันแผนว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งบรรจุประเด็นเรื่องการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ) จากการถูกฟ้องคดี

เสวนา “SLAPP:เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกใช้ปิดปากประชาชน”

เสวนา “SLAPP:เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกใช้ปิดปากประชาชน”

บันทึกเสวนาวิชาการเรื่อง “SLAPP :เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกใช้ปิดปากประชาชน” เมื่อวัน 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน  จัดงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง SLAPP: เมื่อกระบวนการยุติธรรมถูกใช้ปิดปากประชาชน “ ณ ห้อง จี๊ด เศรษฐบุตร (ห้องLT.1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมี ทนายพูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, ดร.มาร์ค เจริญวงศ์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นงภรณ์ รุ่งเพ็ชรวงศ์ ที่ปรึกษาด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพ(กฎหมาย) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ ตัวแทนจากองค์กร ARTICLE 19 เป็นวิทยากร และ ศิโรตม์

ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนโดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ภาคีนักกฎหมายสิทธิฯ เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนโดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แถลงการณ์ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สืบเนื่องจากแถลงการณ์นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 ถึงกรณีการชุมนุมของประชาชนว่าเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีและมีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและรัฐบาลมีความจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการโดยจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่ต่อผู้ชุมนุม แถลงการณ์นายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลมองประชาชนผู้ชุมนุมเป็นคู่ขัดแย้งหรือศัตรูของรัฐบาล ไม่ใช่ในฐานะประชาชนผู้ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะว่ารัฐบาลไม่เพียงแต่จะไม่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างเสมอภาค รัฐบาลยังมีพฤติการณ์ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมและการตั้งข้อหาที่ร้ายแรงเกินกว่าพฤติกรรมการกระทำความผิดของผู้ต้องหาด้วยรัฐบาลมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อปรามและกลั่นแกล้งผู้ชุมนุมที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออกวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในทางลบ ในทางตรงกันข้าม ผู้ชุมนุมที่ออกมาสนับสนุนรัฐบาลแม้ว่าจะมีพฤติกรรมคล้ายกันแต่ก็กลับไม่ถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีออกแถลงการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐยิ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือดำเนินคดีที่เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชนให้หวาดกลัวที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การกระทำเช่นนี้ แทนที่จะเป็นการคลี่คลายสถานการณ์กลับเป็นการโหมกระแสแห่งความขัดแย้งให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยืนยันว่ากฎหมายต้องมีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นสำคัญไม่ใช่เครื่องมือของรัฐที่จะใช้ในการคุกคามหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและเพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขความขัดแย้ง รัฐบาลต้องยุติการดำเนินคดีที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายกับผู้ชุมนุม การบังคับใช้กฎหมายต้องกระทำอย่างเสมอภาคและสอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี อีกทั้งรัฐบาลต้องไม่ดำเนินคดีไปในทางที่จะนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาหรือลดทอนพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยการบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อประชาชน ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค รับฟังปัญหาและแก้ไขปัญหาด้วยความจริงใจ โดยรัฐบาลต้องไม่กระทำการอันเป็นการมองประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพเป็นศัตรูและต้องหยุดคุกคามประชาชนโดยการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563

[แถลงการณ์] ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบโดยทันที และให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อเปิดพื้นที่สันติวิธีที่ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม

[แถลงการณ์] ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบโดยทันที และให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อเปิดพื้นที่สันติวิธีที่ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม

แถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบโดยทันที และให้รัฐสภารับร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อเปิดพื้นที่สันติวิธีที่ประชาชนทุกคนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม   จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าปิดกั้น สกัดและฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมติดตามว่าร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน จะผ่านการพิจารณาของสภาหรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 ข้อเรียกร้องของประชาชนมาตลอด ได้แก่ 1.ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ ลาออก 2. รัฐสภาต้องเปิดประชุมวิสามัญทันทีเพื่อรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย  โดย นอกจากมีการฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมแล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีการเตรียมใช้กระสุนเพื่อยกระดับมาตรการควบคุมฝูงชนด้วยนั้น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนเพื่อเรียกร้องและติดตามการลงมติต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนได้ร่วมกันเสนอ ที่บริเวณหน้ารัฐสภานั้น ยังถือเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อันเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 44 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อบทที่ 21

แถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

แถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

แถลงการณ์ขอให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ   จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังเข้าปิดกั้น สกัดและใช้รถฉีดน้ำแรงดังสูงฉีดใส่ประชาชน ที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ณ บริเวณหน้าศาลฎีกา เวลาประมาณ 18 นาฬิกาเศษของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 รวมถึงก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่ได้ทำการฉีดน้ำที่มีแรงดันสูงและมีสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย โดยอาศัยอำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร เพื่อสลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกตนเองว่าคณะราษฎร ซึ่งได้มีรายงานว่าการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ทั้งสองเหตุการณ์ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) มีความเห็นว่า การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนเพื่อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การอ่านแถลงการณ์ การส่งจดหมายถึงพระมหากษัตริย์ การปราศรัยย่อย และการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่าง ๆ นั้น ยังถือเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ จึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนพึงกระทำได้ตามที่ถูกรับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

error: Content is protected !!