ประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์

9 กันยายน 2564

 

 

จากความพยายามผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ….’ หรือ ‘ร่างฯองค์กรภาคประชาสังคม’  ของเอ็นจีโอและประชาสังคมจำนวนหนึ่ง  ทำให้ได้ทบทวนความรู้สึกนึกคิดว่าที่ทาง  นิยาม  ความหมายของ ‘ประชาสังคม’ ในสังคมไทยเป็นอย่างไรบ้างแล้วในปัจจุบันที่คาดว่าจะส่งผลต่อไปในอนาคต

 

ในความแตกต่างและหลากหลายของสภาพแวดล้อมของสังคมและการเมืองไทยได้ก่อให้เกิดประชาสังคมที่แตกต่างและหลากหลายประเภทอยู่ร่วมกัน  และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ความแตกต่างและหลากหลายของสภาพแวดล้อมของสังคมและการเมืองไทยจะทำให้เกิดประชาสังคมเพียงประเภทเดียวขึ้นมาโดยไม่สามารถก่อให้เกิดประชาสังคมประเภทอื่น ๆ ได้  ถ้าสังคมและการเมืองไทยมีประชาสังคมอยู่เพียงประเภทเดียวก็ไม่น่าจะเรียกองคาพยพนั้นว่าเป็นประชาสังคมได้  ซึ่งก็คล้าย ๆ กับความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของวิวัฒนาการทางธรรมชาติ  ประชาสังคมที่แตกต่างและหลากหลายประเภทก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของวิวัฒนาการทางสังคมและการเมืองไทย

 

ในความแตกต่างและหลากหลายประเภทนั้นก็มีทั้งความแตกต่างและหลากหลายใน ‘แนวราบ’ และ ‘ซ้อนเป็นชั้น’ คละเคล้าอยู่ร่วมกัน  ซึ่งก็มีทั้งรูปแบบ  แนวทาง  ความชอบ  ความถนัด  วิธีการและอุดมการณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างและหลากหลายในแนวราบขึ้น  เช่น  บางประชาสังคมก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับเด็ก  เยาวชน  นักเรียนนักศึกษาในระบบและนอกระบบ  คนจนเมือง  คนจนชนบท  ผู้ยากไร้  คนไร้บ้าน  ผู้ด้อยโอกาส  กลุ่มเปราะบาง  คนชรา  คนพิการ  ผู้หญิง  กลุ่มความหลากหลายทางเพศ  ฯลฯ  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม  ความหลากหลายทางชีวภาพ  ระบบนิเวศ  ภาวะโลกร้อน  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นด้านสิทธิผู้บริโภค  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสวัสดิการสังคม  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นนโยบายสาธารณะ  บ้างก็ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นการพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจในระดับบุคคล  ครอบครัวและชุมชนท้องถิ่น  เป็นต้น

 

ในส่วนของความแตกต่างและหลากหลายที่ซ้อนเป็นชั้นนั้น  เมื่อมองในแง่ของความแตกต่างและหลากหลายในแนวราบด้วยกันเอง  จะเห็นได้ว่าประชาสังคมที่ทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นนั้น ๆ ทั้งในระดับกลุ่ม/องค์กรหรือตัวบุคคลก็อาจมีความสนใจทำงานหรือเข้าร่วมกิจกรรมในประเด็นอื่น ๆ ด้วย  และเมื่อมองในแง่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความคิดทางการเมืองแล้ว  ได้ทำให้ประชาสังคมที่แตกต่างและหลากหลายในแนวราบ  ไม่ว่าจะทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นเดียวกันหรือต่างประเด็นกันหรือทับซ้อนกัน  ทั้งในระดับกลุ่ม/องค์กรหรือตัวบุคคล  เลือกที่จะสังกัดกลุ่มก้อนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความคิดทางการเมืองแตกต่างกันไป  เช่น  ประชาสังคมที่แตกต่างและหลากหลายในแนวราบเหล่านั้นอาจชอบทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมแบบเป็นหุ้นส่วนกับรัฐ  หรือแบบไม่เป็นหุ้นส่วนกับรัฐ (ยิ่งถ้าเอาความเป็น/ไม่เป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจเอกชนมาร่วมพิจารณาด้วย (เนื่องจากรัฐกับทุนไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อย่างชัดเจน)  ยิ่งมีความแตกต่างและหลากหลายมากขึ้น  เช่น  ประชาสังคมแบบเป็นหุ้นส่วนกับรัฐและภาคธุรกิจเอกชน  หรือแบบเป็นหุ้นส่วนกับรัฐแต่ไม่เป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจเอกชน  หรือแบบเป็นหุ้นส่วนกับภาคธุรกิจเอกชนแต่ไม่เป็นหุ้นส่วนกับรัฐ  หรือแบบไม่เป็นหุ้นส่วนทั้งกับรัฐและภาคธุรกิจเอกชน),  หรือประชาสังคมที่แตกต่างและหลากหลายในแนวราบ  ไม่ว่าจะทำงานหรือสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะในประเด็นเดียวกันหรือต่างประเด็นกันหรือทับซ้อนกัน  ทั้งในระดับกลุ่ม/องค์กรหรือตัวบุคคล  อาจเลือกอย่างชัดเจนว่ามีความคิดและจุดยืนทางการเมืองอย่างไร  เช่น  แบบประชาธิปไตย  หรือแบบเผด็จการอำนาจนิยม  หรือแบบอื่น ๆ  เป็นต้น

 

แต่ประชาสังคมที่เกิดขึ้นจากร่างฯองค์กรภาคประชาสังคมมีแนวทางชัดเจนที่จะรวบรวมประชาสังคมที่มีความแตกต่างและหลากหลายในแนวราบให้ยังคงความแตกต่างและหลากหลายในแนวราบอยู่ได้  แต่ขจัดความแตกต่างและหลากหลายที่ซ้อนเป็นชั้นในแง่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความคิดทางการเมืองให้เป็นประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจและความคิดทางการเมืองประเภทเดียว  นั่นคือ  ประชาสังคมแบบที่ต้องเป็นหุ้นส่วนกับรัฐเพื่อขับเคลื่อนประเทศตามที่กำหนดในยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศและอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

จากข้อสังเกต  ธรรมชาติอย่างหนึ่งของประชาสังคมไม่ว่าจะมีความแตกต่างและหลากหลายแบบใด  ทั้งในแนวราบและซ้อนเป็นชั้น  และไม่ว่าจะมีความคิดและจุดยืนทางการเมืองแบบใด  คือ  การแลกเปลี่ยนและถกเถียงอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง  ซึ่งบรรยากาศของสังคมและการเมืองที่เอื้อประโยชน์ที่สุดในการแลกเปลี่ยนและถกเถียงของประชาสังคมก็คือบรรยากาศแบบประชาธิปไตย  แต่ร่างฯองค์กรภาคประชาสังคมทั้งฉบับมีคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ อยู่เพียงคำเดียว  ปรากฏอยู่ในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างกฎหมายฉบับนี้  โดยมีสาระเพียงแค่ว่าเพื่อส่งเสริมให้ประชาชน/ประชาสังคมมีบทบาทและมีส่วนร่วมในทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ส่วนประชาธิปไตยในความหมายอื่น ๆ  เช่น  ประชาธิปไตยอันยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน  ที่มีความหมายกว้างขวางและลึกซึ้งกว่า  ไม่ปรากฎอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้สักคำเดียว

 

ถึงแม้ร่างกฎหมายฉบับนี้มิอาจทำลายความแตกต่างและหลากหลายของประชาสังคมประเภทอื่น ๆ ลงไปได้  เนื่องจากเปิดให้ประชาสังคมประเภทอื่น ๆ ที่ต้องการได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนและปัจจัยดำเนินงานอื่น ๆ จากรัฐต้องจดทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดด้วยความสมัครใจ  ไม่ได้บังคับและมีบทลงโทษประชาสังคมทุกประเภทเหมือนกับ ‘ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ. ….’  หรือ ‘ร่างฯองค์กรไม่แสวงหารายได้’  หากไม่จดทะเบียนตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม  หากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศใช้บังคับก็ยังคงมีประชาสังคมอยู่อีกจำนวนมากปฏิเสธการมีอยู่ของยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศที่มีกระบวนการได้มาโดยไม่ชอบธรรมจากการทำรัฐประหาร  โดยตั้งกรรมการและสมาชิกสภาปฏิรูปขึ้นมาจำนวนหนึ่ง  ซึ่งไม่สามารถเป็นตัวแทนอันชอบธรรมเพราะไม่มีความยึดโยงใด ๆ กับประชาชนเลย  ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็ชัดเจนว่าเป็นการวางยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศระยะยาวที่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุนมากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ประชาชน  และยังคงมีประชาสังคมอยู่อีกจำนวนมากที่ตั้งคำถามต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่าเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือรัฐธรรมนูญมากเกินไป  ซึ่งไม่สอดคล้องและเหมาะสมต่อความต้องการของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริงหรือไม่  อย่างไร แต่ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ทำให้ได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเอ็นจีโอและประชาสังคมจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะพวกที่อยู่วงในที่เป็นแกนหลักในการล็อบบี้และเจรจาปรึกษาหารือกับรัฐ) ที่ค่อนข้างล้าหลัง  คับแคบ  อนุรักษ์นิยมและตามไม่ทันความเป็นไปของประชาสังคมโลก  ไม่สอดคล้องกับประสบการณ์  บทเรียนและวัยของชีวิตแต่ละคนที่สมควรให้คนรุ่นหลังเอาเป็นแบบอย่างเพราะได้ทำงานอย่างมุ่งมั่นเข้มแข็งเพื่อ ‘ลดอำนาจรัฐ  เพิ่มอำนาจประชาชน’ มาตลอด 20 – 40 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งถือว่าเป็นข้อผิดพลาดสำคัญประการหนึ่งที่ได้สร้างบรรทัดฐานให้ประชาสังคมโลกทำความรู้จักประชาสังคมไทยผ่านเพียงแค่ร่างกฎหมายฉบับนี้

 

อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่เกี่ยวเนื่องตามประเด็นที่กล่าวมาคือการนิยาม ‘องค์กรภาคประชาสังคม’ ว่า  “องค์กรที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรธุรกิจ  ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม  จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของชุมชน  ท้องถิ่น  สังคมหรือส่วนรวมโดยไม่แสวงหากําไรมาแบ่งปันกัน  แต่ไม่รวมถึงนิติบุคคล  องค์กรหรือคณะบุคคลที่จัดตั้งและดําเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง  องค์กรธุรกิจ  หรือหน่วยงานของรัฐ  ทั้งโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม  ทั้งนี้  ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”  ซึ่งเป็นการนิยามโดยจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของประชาสังคมไม่สอดคล้องและเหมาะสมตามบริบทสังคมและการเมืองไทยเลย  กล่าวคือ  เป็นนิยามที่เห็นแต่ ‘ลักษณะ’ แต่ไม่เห็น ‘เนื้อหา’ ว่าประชาสังคมนั้นทำงานหรือดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับอะไร  หรืออาจจะเป็นนิยามที่เห็นแต่ความแตกต่างและหลากหลายในแนวระนาบ  แต่ไม่เห็นความแตกต่างและหลากหลายที่ซ้อนเป็นชั้น  ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์  ตัวตนและวาทกรรมของประชาสังคมแบบไม่ครบถ้วนและบิดเบี้ยว  หากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายขึ้นมาก็อาจมีการนำนิยามองค์กรภาคประชาสังคมที่อยู่ในตัวบทกฎหมายถูกนำไปใช้ตีความ  ให้ความหมายหรือทำความเข้าใจประชาสังคมที่อยู่นอกบังคับของกฎหมายนี้ได้  หรือในกรณีที่เลวร้ายยิ่งขึ้นอาจมีการนำนิยามองค์กรภาคประชาสังคมที่อยู่ในตัวบทกฎหมายถูกนำไปใช้พิจารณาคดีต่อประชาสังคมที่อยู่นอกบังคับของกฎหมายนี้ได้

 

ดังเช่นกรณีตัวอย่างของ ‘พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม’ ที่เป็นคำที่อยู่ในมาตรา 17 วรรคสี่ ของกฎหมายแร่ฉบับใหม่ (พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560)  แต่ไม่มีนิยามใด ๆ ของคำนี้อยู่ในตัวบทกฎหมายดังกล่าว  เมื่อประชาชนในพื้นที่ลุกขึ้นมาคัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ชนิดหนึ่ง  แล้วพบว่าพื้นที่ในและโดยรอบเขตคำขอประทานบัตรมีทางน้ำไหลจนไหลรวมกันเป็นร่องน้ำ  จากร่องน้ำก็ไหลรวมกันเป็นลำห้วย  จากลำห้วยก็ไหลรวมกันเป็นลำน้ำและแม่น้ำในลำดับต่อ ๆ ไป  หรือตรงขอบเขตในและโดยรอบพื้นที่คำขอประทานบัตรพบร่องน้ำลำธารไหลรอดภูเขาขึ้นมาเป็นตาน้ำซับน้ำซึมอันเป็นต้นทางของลำห้วย  ลำธาร  ลำน้ำและแม่น้ำในลำดับต่อ ๆ ไป  ประชาชนในพื้นที่ก็หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาคัดค้านการดำเนินการเพื่อขอประทานบัตรทำเหมืองในพื้นที่นั้น ๆ ได้อย่างมีน้ำหนักของเหตุและผล  จนเป็นเหตุให้พื้นที่คำขอประทานบัตรหลายแห่งมิอาจดำเนินการเพื่อขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ชนิดต่าง ๆ ต่อไปได้  เพราะกฎหมายแร่ฉบับใหม่ระบุไว้ชัดเจนว่าพื้นที่ใดก็ตามหากเป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมจะต้องถูกกันออกจาก ‘เขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมือง’  ซึ่งจะนำพื้นที่เหล่านั้นไปดำเนินการเพื่อขอประทานบัตรทำเหมืองมิได้

สิ่งที่เป็นประโยชน์เมื่อไม่มีนิยามของคำว่าแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมอยู่ในกฎหมายแร่ฉบับใหม่ก็ทำให้ฝ่ายประชาชนเองนิยามคำนี้ได้กว้างขวางอย่างสอดคล้องต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตในการทำมาหากินในพื้นที่นั้น ๆ  แม้ว่ารัฐได้พยายามนำนิยามความหมายของ ‘ต้นน้ำ’,  ‘ป่าต้นน้ำ’,  ‘พื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ’ ที่ปรากฎอยู่ในกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  กฎหมายอื่น ๆ  และมติคณะรัฐมนตรีฉบับต่าง ๆ มาเทียบเคียงแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการขอประทานบัตรพื้นที่นั้น ๆ ต่อไปให้ได้  แต่ก็ไม่สามารถนำมาโต้แย้งและทำลายความชอบธรรมที่ฝ่ายประชาชนให้นิยามความหมายได้อย่างราบรื่นนัก  เพราะเป็นคนละนิยามที่มีรายละเอียดในนิยามแตกต่างกันพอสมควร

ในทำนองเดียวกัน  เมื่อร่างฯองค์กรประชาสังคมได้นิยามองค์กรภาคประชาสังคมเช่นนั้นแล้ว  และหากร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศบังคับใช้ขึ้นมา  หากมีกรณีพิพาทใด ๆ เกี่ยวกับประชาสังคม  ก็อาจจะมีการหยิบยกนิยามองค์กรภาคประชาสังคมในกฎหมายนี้ขึ้นมาเป็นคุณหรือโทษต่อการพิจารณาคดีได้

นี่จึงเป็นเหตุอันไม่สมควรที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะนิยามองค์กรภาคประชาสังคมไว้ในกฎหมาย  ปล่อยให้นิยามความหมายของประชาสังคม/องค์กรภาคประชาสังคมร่องรอยอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มากไปกว่านิยามในกฎหมายดีกว่า  เพราะคำ ๆ นี้ได้ขยับขยายที่ทาง  ความหมายและตัวตนอย่างกว้างขวางในระดับสากลโลกไปแล้ว  เป็นทั้งแนวคิดและปรัชญา  ไม่ควรเขียนกฎหมายเพื่อนิยามความหมายของคำ ๆ นี้ให้อึดอัดคับแคบไม่สอดคล้องกับความเข้าใจของผู้คนในสากลโลกน่าจะดีกว่า

ท้ายที่สุดแล้ว  การขอความร่วมมือให้เอ็นจีโอและประชาสังคมร่วมกันแสดงพลังคัดค้าน ‘ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ. ….’  หรือ ‘ร่างฯองค์กรไม่แสวงหารายได้’  เพราะเป็นกฎหมายที่เลวร้ายกว่า  โดยยังผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ….’  หรือ ‘ร่างฯองค์กรภาคประชาสังคม’ ต่อไป  เพราะเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาดีกว่า  ซึ่งมีประชาชนเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนี้กว่าหมื่นคนนั้น  ไม่น่าจะเป็นแนวทางที่ดี  เพราะแนวทางที่ดีกว่าคือการคัดค้านปัดตกร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ไปพร้อม ๆ กัน  เพราะร่างกฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างล้าหลัง  คับแคบ  อนุรักษ์นิยมและตามไม่ทันความเป็นไปของประชาสังคมโลก

 

และท้ายของท้ายที่สุด  หากเอ็นจีโอและประชาสังคมจำนวนหนึ่งยังต้องการผลักดันร่างกฎหมายนี้ต่อไป  มีข้อแนะนำสองข้อโดยให้ทำทั้งสองข้อไปด้วยกัน  ไม่ทำเพียงข้อใดข้อหนึ่งเท่านั้น  ได้แก่  หนึ่ง-ให้เอานิยาม ‘องค์กรภาคประชาสังคม’ หรือคำใดก็ตามที่เกี่ยวเนื่องกับประชาสังคมออกจากร่างกฎหมายนี้เสีย  ปล่อยให้ประชาสังคมทำงานในระดับปรัชญาความคิดของผู้คนที่อยู่นอกการจำกัดกรอบความคิดของกฎหมายที่อึดอัดคับแคบ  สอง-เปลี่ยนชื่อร่างกฎหมายฉบับนี้  ที่มีชื่อเต็มว่า ‘ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. ….’ โดยตัดคำว่า ‘ประชาสังคม’ ออกเสีย

ประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!