Notice: Undefined offset: 19 in /home2/cp416512/public_html/naksit.net/wp-content/plugins/wp-charts-and-graphs/wp-charts-and-graphs.php on line 87

 

 

ปรากฏการณ์การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร การจับกุม การดำเนินคดีต่อแกนนำ ผู้เข้าร่วมชุมนุมโดยเฉพาะที่เป็นเยาวชน และสื่อมวลชนเป็นวงกว้างของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐพยายามนำกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือในการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (Judicial Harassment) เพื่อให้ผู้ชุมนุม และคนในสังคมเกิดความกลัวไม่กล้าเคลื่อนไหว

จากข้อมูลของ สนส. (SLAPP DATABASE CENTERR) ในระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมานี้ นับตั้งแต่การจัดกิจกรรม “ผูกโบขาว” ของนิสิตนักศึกษา สนท.  ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หน้ากระทรวงกลาโหม หน้ากองทัพบก และหน้ากองทัพภาคที่ 1 เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยชาวไทย ที่ถูกอุ้มหายในประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน จนถึงการชุมนุมของคณะราษฎร 2563 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ให้มีการเปิดการประชุมวิสามัญรับร่างแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน และให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ นั้น พบว่า มีการใช้ข้อหาความผิดลหุโทษ หรือความผิดอาญาที่ไม่มีโทษจำคุกกับผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองมากขึ้น  อีกทั้งยังมีการนำกฎหมายพิเศษ อย่างพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  หรือ พ.ร.ก ฉุกเฉินฯ ซึ่งควรจะประกาศใช้ภายใต้จุดประสงค์ในการควบคุมการระบาดโควิดเท่านั้น แต่ที่ผ่านมารัฐได้นำพ.ร.ก ฉุกเฉินฯ มาเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้ที่เห็นต่างมากกว่า 63 คน(https://www.tlhr2014.com/?p=20836) โดยเห็นได้ชัดจากเดิมที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แต่หลังจากมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อำนาจตามมาตรา 9 ประกอบมาตรา 11 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวบุคคลทีที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายที่เป็นความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับความมั่นคง หรือที่มีโทษสูง เช่น ข้อหายุยงปลุกปั่น ข้อหาชุมนุมมั่วสุม ข้อหาประทุษร้ายต่อราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญาก็ยังถูกนำมาใช้กับผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

เป็นข้อน่าสังเกตว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ได้รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ (Freedom of Peaceful Assembly) ไว้ในมาตรา 44 วรรคแรกระบุว่า “เสรีภาพในการชุมนุมจะได้รับการรับรอง หากเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” และในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเป็นรัฐภาคี มาตรา 21 ระบุว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง และกำหนดให้รัฐที่เป็นภาคีต้องปล่อยให้ผู้ชุมนุมสามารถกำหนดวัตถุประสงค์หรือเนื้อหาในการแสดงออกผ่านการชุมนุมได้อย่างเสรี และระบุชัดเจนว่ารัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อการอำนวยความสะดวกให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบรรลุวัตถุประสงค์ในการชุมนุมของพวกเขาได้ (สิทธิในการชุมนุมโดยสงบ มาตรา 21 ICCPR) แต่เจ้าหน้ารัฐกลับใช้กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ที่น้อยกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญหลายฉบับมาดำเนินคดีต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก

ดูข้อหาและกฎหมายที่รัฐนำมาใช้กับผู้ชุมนุมตั้งแต่เดือนมิ.ย. จนถึง คืนวันสลายการชุมนุม ด้านล่าง

 

ข้อหาและกฎหมายที่รัฐนำมาใช้กับผู้ชุมนุมตั้งเเต่เดือนมิ.ย. จนถึง คืนวันสลายการชุมนุม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

error: Content is protected !!