ฟังเขาหน่อย…ก่อนที่จะไม่มีเขา

ฟังเขาหน่อย ก่อนจะไม่มีเขา

กรณีศึกษา เขาโต๊ะกรัง จังหวัดสตูล

กี่เขาเอาไปแล้ว กี่แถวป่าสูญพันธุ์ เนื้อร้องท่อนหนึ่งจากบทเพลง “ป่าตะโกน” ของ สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน) ยังคงเป็นเสียงตะโกนจากธรรมชาติ ที่มนุษย์ผู้โลภมากพยายามจะไม่ได้ยินมัน โรงโม่หิน เขาโต๊ะกรัง อ.ควนกาหลง จ.สตูล นี่คงเป็นอีกหนึ่งประเด็นในอีกหลายร้อยประเด็น ที่กำลังเกิดการต่อสู้กันอยู่ ระหว่างกลุ่มนายทุนผู้มุ่งหวังการพัฒนาหรือความโลภกำลังต่อสู้หรือรังแกชาวบ้าน มันคงเป็นภาพที่ชินตาสำหรับเมืองไทย และคุณเองก็คงมองว่ามันไม่ได้สำคัญอะไรมากนัก เพราะมันช่างอยู่ไกลจากหลังบ้านของฉัน แต่คุณจะรอจนกระทั่งเรื่องในทำนองนี้ มันมาเกิดขึ้นกับหลังบ้านของคุณก่อนจริงหรือ? มันคงจะดีกว่าถ้าเราใส่ใจกับหลังบ้านของเพื่อนบ้านร่วมแผ่นดินเกิด ใครจะรู้กันว่าวันหนึ่งการรุกรานของนายทุนอาจจะมาเกิดขึ้นที่หลังบ้านอันแสนสงบสุขของคุณ เหมือนที่มันกำลังเกิดขึ้นที่เขาโต๊ะกรัง หลังโรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ

ย้อนไปเมื่อปีพ.ศ. 2559 มีข่าวการประท้วงสัปทานโรงโม่หิน ณ เขาโต๊ะกรัง ถ้าหากคุณลองเข้า Google ค้นหาคำว่า “โรงโม่หิน เขาโต๊ะกรัง” ก็จะพบว่าสำนักข่าวใหญ่ๆต่างทำข่าวกับประเด็นนี้ แต่ไม่นานนักกระแสข่าวก็หายไป ทิ้งร่องรอยไว้ให้ชาวบ้านต่อสู้กันเองต่อไป มันคือการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ฝั่งที่มีทรัพยากรมากกว่าก็ย่อมมีความได้เปรียบ นับแต่ปี พ.ศ. 2559 จนถึงวันนี้ ( 8 เมษายน 2562) วันที่เรามีโอกาสลงพื้นที่ ก็พบว่า ฝั่งนายทุนได้ชิงความได้เปรียบไปเกือบหมดสิ้นแล้ว จากอำนาจของเงินตราที่ไม่ว่ามันจะไปอยู่ที่ใด มันก็สามารถแปรเปลี่ยนจิตใจของคนได้เสมอมา

เราได้ร่วมพูดคุยกับ กอฟฟาร์ ชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 7 อำเภอควนกาหลง และ อับดุลเลาะอ์ ปะดุกา อาจารย์ โรงเรียนอรุณศาสน์วิทยามูลนิธิ ทำให้เราเห็นถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ณ ตอนนี้ชาวบ้านที่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันต่อต้าน เริ่มเลิกล้มอุดมการณ์การไปทีละคนๆ จากอำนาจวิเศษของเงินตรา และถ้าคนในพื้นที่เขาเห็นด้วย หนทางการสร้างโรงโม่หินก็คงไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก

ฝั่งนายทุน เขาก็มีออกมาขอความเห็นใจเช่นกัน โดยอ้างถึง “ปัญหาหินขาดแคลน” ในมุมมองของผม ถ้าจะหาคนรับผิดชอบต่อการขาดแคลน ก็คงอดที่จะบอกไม่ได้ว่า ต้นเหตุมันคงมาจากพวกเราทุกคน เราทุกคนต่างเรียกร้องถึงความเจริญ การก่อสร้างถนน อาคาร สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มันคงจะดูใจร้ายไป หากเราจะชี้นิ้วกล่าวหาว่า เป็นเพราะความโลภของนายทุน แท้จริงแล้วมันก็คงเป็นความโลภของพวกเราไม่มากก็น้อยด้วย ที่ต่างก็ต้องการความสะดวกสบายของถนนหนทาง ตึกอาคารที่ดีขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อมีความต้องของผู้บริโภค ผู้ขายก็ย่อมหาหนทางนำมาซึ่งความต้องการนั้น และมันคงไม่ผิดถ้าหนทางนั้น เขาหามาด้วยความถูกต้องสุจริตตามกระบวนการ มิใช่มาจากการใช้อำนาจ ให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ จากการซื้อเสียง หรือรู้เห็นแบ่งผลประโยชน์กับเจ้าหน้าที่รัฐ
เรื่องราวของการต่อสู้ ณ เขาโต๊ะกรังยังคงดำเนินต่อไป ถ้าหากนายทุนชนะ เขาก็จะได้รับสิทธิ์ในการทำโรงโม่หินต่อไป และพวกเราทุกคนก็จะได้รับหินก้อนใหม่มาอำนวยความสะดวกพวกเรา ให้ได้ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบายมากยิ่งๆขึ้นไปแบบไม่รู้จบ แต่ถ้าหากชาวบ้านชนะเราก็แค่ได้ภูเขากลับมา 1 ลูก แค่ 1 ลูกจริงๆ แต่มันก็มีคำพูดหนึ่งของพี่เสก (วิเศษ คุณฤทธิพงศ์) หนึ่งในผู้ร่วมลงพื้นที่กับเรา ได้กล่าวไว้ว่า “ป่าไม้เรายังปลูกทดแทนได้ แต่ภูเขาเราจะปลูกทดแทนได้อย่างไร” และถ้าวันนี้เรายังหาหนทางทดแทนภูเขาขึ้นมาใหม่ไม่ได้ ผมคิดว่าเราก็ควรที่จะหันมาตระหนักถึงทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่นับวันดูเหมือนว่าเราจะใช้กันอย่างฟุ้มเฟือย ไม่รู้จักพอมากกันเกินไป

“มนุษย์พยายามต้องการเอาชนะธรรมชาติ จนหลงลืมไปว่าธรรมชาติคือผู้สร้างเรามา”

พจน์ ณฐาภพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *