ทางกลับบ้าน

ทางกลับบ้าน

ในช่วงเย็นย่ำของวันหนึ่ง พอรถขับเข้ามาสู่เขตโป่งลึก-บางกลอย ป่าที่เป็นสีเหลืองแห้งแล้ง แปรเปลี่ยนเป็นป่าที่เขียวชอุ่ม ทั้งสองข้างทางมีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเรียงราย เราใช้เวลาขับรถมาที่แห่งนี้เป็นเวลากว่าชั่วโมงเศษๆ และหายเหนื่อยล้าในทันทีเมื่อได้เห็นความงดงามของผืนป่าแห่งนี้ เราแวะจอดข้างทางเพื่อพักชมบรรยากาศรอบกาย ถ้ามองจากทางที่มาถึงทำให้เห็นสะพาน สะพานที่เป็นจุดที่มองแล้วทำให้นึกถึงชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาคือ “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ “ชายคนหนึ่งที่รักบ้านเกิดของเขาเหนือสิ่งอื่นใด ชายผู้ซึ่งพลีกายใจทำงานเพื่อมวลชน เพียงแค่เขาต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่บ้านของเขา ผืนป่าของเขา พี่น้องของเขา แต่เขากลับต้องมาตายด้วยน้ำมือปีศาจ มันคุ้มค่าแล้วหรือ”

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่ จังหวัดเพชรบุรี มีความขัดแย้งด้านที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และปัญหาการขอขึ้นทะเบียนผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวพันหรือเกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิม และคาบเกี่ยวกับปัญหาการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อกลุ่มชาติพันธุ์

“พิธีมาบุ๊” หรือ งานบุญส่งดวงวิญญาณ

ทั้งนี้ หากกล่าวถึงพิธีกรรมของชาวกะเหรี่ยง ผู้เขียนจะเล่าถึงประสบการณ์ที่เป็นประเด็นที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน ที่เรียกว่า “พิธีมาบุ๊” หรือพิธีอุทิศส่วนกุศลให้กับบุคคลที่เสียชีวิตตามประเพณีดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง หรือที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย เรียกกันว่า “งานบุญส่งดวงวิญญาณ” ซึ่งการดำเนินกิจกรรมตามวิถีชาติพันธุ์ในครั้งนี้ ในลักษณะ “งานบุญ” เนื่องจากไม่ต้องการให้เครือญาติหรือผู้ร่วมงานเศร้าโศกเสียใจ และต้องการให้ชาวบ้านเข้าร่วมงานบุญเพื่อพบปะ พูดคุย เพื่อความเป็นกันเองตามจารีตที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด

ศาลาพอละจี ณ บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

โดยจัดขึ้นในค่ำคืนของ วันที่ 27 มกราคม 2563 ที่ศาลาพอละจี ณ บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี สืบเนื่องจากการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ถูกอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการถูกควบคุมตัว อย่างไรก็ดี ห้วงปี 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้พบหลักฐานความเชื่อมโยงในคดีดังกล่าว โดยเฉพาะชิ้นส่วนกระดูกที่ชี้ได้ว่าเกี่ยวข้องกับนายพอละจี รักจงเจริญ จนนำไปสู่การแถลงข่าว ว่าพบชิ้นส่วนกระดูกสำคัญ ที่สามารถยืนยันได้ว่านายพอละจี หรือบิลลี่ เสียชีวิตแล้ว และก่อให้เกิดการทำกิจกรรมหรือประเพณีตามความเชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงขึ้น โดยมีครอบครัวของบิลลี่ ได้แก่ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ และบุตร พร้อมชาวกะเหรี่ยงบางกลอยจัดทำพิธีกรรมขึ้นเพื่อให้เกียรตินายพอละจี

พี่น้อย(บุคคลทางด้านซ้าย) และพี่ไก่(บุคคลทางด้านขวา) ร่วมกันขับขานบทเพลง

ก่อนเริ่มพิธีกรรมได้มีการขับขานบทเพลงเพลงหนึ่งขึ้น “ตะวันนั้นยังแรงกล้า ท้องฟ้ายังคงแจ่มใส สายน้ำยังความชื่นใจ ขอให้คาเรน(กะเหรี่ยง)ยืนยง จับปืนสู้แม้ชีพปลดปลง เก็บแผ่นดินที่สิ้นไปคืนมา จับปืนสู้แม้ชีพปลดปลง เก็บแผ่นดินที่สิ้นชาติคืนมา” เป็นบทเพลงที่ทำให้เห็นถึงวิถีของชาวกะเหรี่ยง หรือคาเรน ในเพลงเก็บแผ่นดิน ถูกขับร้องโดยพี่น้อย และพี่ไก่ และพี่ไก่ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ที่เริ่มต้นด้วยเพลงนี้ เพราะบิลลี่ชอบและศรัทธาต่อความหมายของเพลงนี้ เวลาที่บิลลี่ฟังจะมีรอยยิ้มและมีความฮึกเหิมเสมอ

“ลุงดูชู” ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน เป็นผู้นำจุดเทียน

โดยพิธีกรรมดำเนินไปอย่างเรียบง่าย โดยมีพี่ไก่ เกรียงไกร เป็นผู้นำพิธีกรรม และลุงดูชู ผู้อาวุโสของหมู่บ้าน เป็นผู้นำจุดเทียน โดยแจกเทียนให้ชาวบ้านคนละเล่ม และจุดเทียนส่งต่อๆกันเพื่อรวมพลังศรัทธาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หลังจากจุดเทียนกันครบแล้ว ก็อธิษฐาน และนำเทียนปักรอบศาลา แล้วแต่ว่าใครอยากปักเทียนไว้ตรงส่วนไหน การจุดเทียนเป็นการนำทางและให้แสงสว่างแก่ดวงวิญญาณของบิลลี่ได้กลับมายังบ้านของตน บ้านที่มีแม่ ถิ่นฐานกำเนิด และครอบครัวที่รักยิ่งอาศัยอยู่ ในพิธีได้มีการสานนกเงินนกทอง และการสานบ้านสองหลัง สำหรับประกอบพิธีกรรม นกเงินนกทองมีความหมายถึงการนำพาบิลลี่กลับไปใจแผ่นดิน บ้านสองหลัง เปรียบดังบ้านของปกาเกอะญอเรียบๆ บ่งบอกถึงการที่เราอยู่ที่นี่แบบเรียบง่าย ไม่ทำลายธรรมชาติ

ของไหว้ในงานพิธี

ส่วนในเช้าของวันที่ 28 มกราคม 2563 เป็นการทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องจากบิลลี่นับถือศาสนาพุทธ ครอบครัว ญาติพี่น้องจึงเชิญพระมาทำพิธีทางศาสนา เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี การจัดพิธีกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นความสบายใจของคนในครอบครัวบิลลี่ ว่าบิลลี่จะไม่ได้ตายอย่างโดดเดี่ยว บิลลี่จะได้กลับมาอยู่บ้านของเขา บ้านที่เขาต่อสู้ และหวงแหน กลับมาอยู่ในป่าที่เขารัก แม้บ้านที่นี่จะไม่ใช่บ้านใจแผ่นดิน แต่อย่างน้อยที่ตรงนี้ก็มีแม่ และพี่น้องกะเหรี่ยงของเขา

ชีวิตบิลลี่เปรียงดังเพลง “เพื่อมวลชน” ที่มีเนื้อร้องว่า “ชีวายอมพลีให้ มวลชนที่ทุกข์ทน ขอพลีตนไม่ว่าจะตายกี่ครั้ง” แม้ในตอนนี้บิลลี่จะไม่มีลมหายใจอยู่แล้ว แต่ชื่อของเขา ความกล้าหาญของผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งที่พยายามจะต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดของเขา จะตราตรึงในห้วงความรู้สึก และในใจของเราตราบนานเท่านาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *