ความคืบหน้าคดีป่าแหว่ง : พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ     

ความคืบหน้าคดีป่าแหว่ง : พนักงานสอบสวนได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาต่อพนักงานอัยการ         

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 เวลา 11.00 น.นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ นายเรืองยศ  สินธิโพธิ์ 2 ผู้ถูกกล่าวหาและทนายความจากสมาคมสิทธิเสรีภาพและสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางไปที่สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 7 ถนนรัชดาภิเษก โดยพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ผู้รับผิดชอบได้มีความเห็นส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมส่งตัวนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณและนายเรืองยศ  สินธิโพธิ์ ต่อพนักงานอัยการ ขณะเดียวทั้งสองคนได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่ออัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 7

กรณีปัญหาหมู่บ้านข้าราชการตุลาการเชิงดอยสุเทพ (ป่าแหว่ง) เป็นคดีระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ กับแกนนำและสมาชิกแกนนำเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีประกอบด้วย ได้แก่ นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ แกนนำเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ และนายเรืองยศ สิทธิโพธิ์ สมาชิกของเครือข่ายฯ

สำหรับคดีของนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ถูกสำนักงานศาลยุติธรรม แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ 2 คดี เนื่องจากนายธีระศักดิ์ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว ภายหลังจากถูกค้นบ้านเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 61[1] และการให้สัมภาษณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 61[2]

ส่วนกรณีนายเรืองยศ สินธิโพธิ์ ถูกสำนักงานศาลยุติธรรม แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท จากการแชร์รูปภาพข้อความจาก Facebook  ชื่อว่า “เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” จากเว็ปไซต์สำนักข่าวมติชนออนไลน์ ซึ่งมีข้อความว่า “ย่ำยีหัวใจคนเชียงใหม่ ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน ไม่เคารพดอยสุเทพ” และระบุรายชื่อตุลาการ(ชุดแรก)ที่ยังพักอาศัยในอาคารชุดป่าแหว่ง

ข้อสังเกตต่อประเด็นการฟ้องคดี

ประการแรก การให้สัมภาษณ์รวมถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านการสร้างบ้านพักศาลตุลาการในพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นับเป็นการกระทำที่เป็นไปเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผืนป่าดอยสุเทพและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่[3] เป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งกระบวนการสำคัญหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดช่องทางให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีบทบาทในการตัดสินธิใจทางการเมืองหรือนโยบายของรัฐ

ประการที่สอง ในการแจ้งความดำเนินคดี สำนักงานศาลยุติธรรมไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจกล่าวโทษหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

ประการสุดท้าย กรณีนายธีระศักดิ์ที่สำนักงานศาลแจ้งความที่ สน. พหลโยธิน ภาระได้เริ่มต้นตั้งแต่ ผู้ถูกกล่าวหาต้องเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา และยื่นคำให้การเพิ่มเติม ถือได้ว่าการดำเนินคดีต่อผู้ถูกดำเนินได้สร้างภาระ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระยะเวลา ซึ่งตามหลักสากลทั่วไป รัฐโดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายตุลาการจำเป็นต้องส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวกและรวดเร็ว กล่าวคือ พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจในท้องที่เกิดเหตุ คือพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ถูกกล่าวหามีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และพยานหลักฐานรวมถึงพยานบุคคลส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความสะดวกแก่การสอบสวนและพิจารณาคดีและเพื่อให้โอกาสจำเลยได้เข้าถึงสิทธิการพิจารณาคดี ในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม การเพิ่มภาระในการต่อสู้คดี กรณีการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งให้ยุติการเคลื่อนไหวก็นับเป็นการลงโทษผู้บริสุทธิ์โดยอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองในการเดินทางของผู้ถูกกล่าวหาและพยานบุคคลต่าง ๆ โอนคดีจากสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินไปยังท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม[4]

ภายหลังจากพนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 2 คน ต่อพนักงานอัยการอัยการแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึงอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีหรือขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 21 ประกอบระเบียบสํานักงานอัยการสูงสุด  ว่าด้วยการสั่งคดีอาญาที่จะไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน หรือจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสําคัญของประเทศ  พ.ศ. 2554 ข้อ 5 ข้อ 6 และ ข้อ 9 ทั้งนี้ พนักงานอัยการได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 24 ธันวาคม เวลา 10.00 น.

————

[1] ข้อความบางส่วนจากการให้สัมภาษณ์ต่อนักข่าวของนายธีระศักดิ์ “ผมถือว่าเป็นการคุกคามประชาชนโดยกลุ่มผู้พิพากษากลุ่มหนึ่งนะฮะ ซึ่งการกระทำของท่านเช่นนี้ ผมว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริงต่อคุณธรรม ต่อจริยธรรมของท่าน ผู้พิพากษากลุ่มนี้แจ้งความเอาผิดกับประชาชนน่ะ แล้วถ้าเกิดเรื่องมันไปถึงศาล พวกผู้พิพากษาก็เป็นพวกผู้พิพากษาเป็นคนตัดสินคดีมันยุติธรรมมั้ย” “แต่ตอนนี้ท่านอาศัยอำนาจที่มีอยู่ อำนาจตุลาการซึ่งตำรวจก็เกรงกลัวท่าน ใครก็เกรงกลัวท่าน ท่านส่งเจ้าหน้าที่มาคุกคามประชาชนถึงบ้านมันถูกต้องมั้ย ผมถาม ถามจริงๆ นะ ประเทศไทยเนี่ย คุณรุกป่ามันก็เป็นเรื่องจริง” ข้อมูลจากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

[2] ดูเนื้อหาแถลงข่าว. [ออนไลน์] https://www.youtube.com/watch?v=yZSSkfzMZaA และ https://www.youtube.com/watch?v=ZhPY049PPQM. เข้าถึงเมือวันที่ 2 เมษายน 2562.

[3] ผืนป่าดอยสุเทพ มีสภาพเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง เป็นผืนป่าใกล้เมืองจึงเป็นทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และประการสำคัญคือเป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวเชียงใหม่และผู้คนโดยทั่วไป นอกจากความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ความเคารพศรัทธา ศิลปวัฒนธรรมแล้ว ดอยสุเทพยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นทั้งคนเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เกษตรกรและกลุ่มคนทุกหมู่เหล่า

[4] คำให้การเพิ่มเติมถึงประธานศาลฎีกา เรื่องขอให้ยุติคดีที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่เรียกร้องกรณีหมู่บ้านป่าแหว่ง ข้อมูลจากเครือข่ายคณะทำงาน ภายใต้ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) เป็นองค์กรหลักที่ให้ความช่วยเหลือทางคดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *