เปิดคำพิพากษาการดำเนินคดีมาตรา 90 ขอให้ปล่อยตัวบิลลี่ออกจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ

การดำเนินคดีมาตรา 90 อาจเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานในการสืบหาว่าใครฆ่าบิลลี่

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2562 เป็นวันที่เปลี่ยนเหตุการณ์ในกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ จากการเป็นบุคคลที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว ซึ่งยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่า บิลลี่เสียชีวิตลงอย่างไร และใครเป็นผู้กระทำ เนื่องจากในวันดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้แถลงถึงเบาะแสการหายตัวไปของบิลลี่ โดยเปิดเผยว่าพบกระดูกซึ่งได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกบริเวณกะโหลกศีรษะ และได้มีการตรวจสอบสารพันธุกรรมในชิ้นส่วนดังกล่าวแล้วพบว่า มีสารพันธุกรรมที่เชื่อมโยงกับสารพันธุกรรมของแม่ของบิลลี่ จึงเห็นได้ว่าบิลลี่น่าจะเสียชีวิตลงแล้ว

ตลอด 5 ปีของการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรองของบิลลี่นั้น ทางครอบครัวของบิลลี่ รวมถึงหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ ร่วมกันออกตามหามาโดยตลอด โดยกลไกทางกฎหมายในประเทศไทย ยังไม่ได้เอื้ออำนวยในการตามหาคนหายมากเท่าที่ควร โดยหลังจากที่บิลลี่หายไปได้ไม่นาน นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากทนายความ และองค์กรภาคีต่างๆ ได้ยื่นคำร้องมาตรา 90 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวบิลลี่ออกจากการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยาน ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายกคำร้อง เนื่องจากคำร้องไม่มูลให้เชื่อได้ว่าบิลลี่ยังอยู่ในความควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ที่พบเบาะแสการเสียชีวิตของบิลลี่เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการตอบคำถามกับนานาชาติว่าบิลลี่หายไปไหน และเมื่อพบว่าบิลลี่เสียชีวิตลงแล้ว การสืบหาผู้ที่กระทำต่อไปก็ถือว่าเป็นข้อท้าทายที่สำคัญสำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และการพิพากษาของศาลในคดีมาตรา 90 นั้นอาจจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ชิ้นหนึ่งในการตามหาความจริงว่าใครเป็นผู้ที่ทำให้บิลลี่เสียชีวิตลง

มึนอยื่นคำร้องมาตรา 90 ขอให้ปล่อยตัวบิลลี่ออกจากการควบคุมตัว

นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 ภายหลังจากที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเหตุมีน้ำผึ้งป่า 6 ขวดไว้ในครอบครอง ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ควบคุมตัวบิลลี่นั้นได้ทราบภายหลังว่าคือนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อีก 4 คน โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้อ้างว่า ปล่อยตัวบิลลี่ไปหลังจากเรียกมาตักเตือน เนื่องจากเห็นว่าเป็นความผิดเพียงเล็กน้อย และหลักจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นบิลลี่อีกเลย

หลังจากวันที่บิลลี่หายไปเพียงวันเดียว นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ เดินทางไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และออกค้นหาตามสถานที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของบิลลี่แต่อย่างใด จนกระทั่งล่วงเลยไปกว่า 7 วัน วันที่ 24 เมษายน 2557 มึนอ พร้อมด้วยทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.) ได้เดินทางไปยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 ต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ พิเศษ 1/2557 ขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน และมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปล่อยตัวบิลลี่ออกมาจากการควบคุมโดยไม่มีอำนาจ เนื่องจากมึนอเชื่อว่านายชัยวัฒน์ฯ ยังควบคุมตัวบิลลี่ไว้โดยไม่มีอำนาจ เพราะวันที่บิลลี่หายตัวไป บิลลี่ถูกนายชัยวัฒน์ฯ และพวกจับกุมไว้พร้อมรถจักรยานยนตร์ และน้ำผึ้งป่าเป็นของกลางเพื่อดำเนินคดี จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นหรือติดต่อบิลลี่ได้อีกเลย

มาตรา 90 บัญญัติว่า “เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดต้องถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย บุคคลเหล่านี้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อย คือ

              (1) ผู้ถูกคุมขังเอง

              (2) พนักงานอัยการ

              (3) พนักงานสอบสวน

              (4) ผู้บัญชาการเรือนจำหรือพัศดี

              (5) สามี ภริยา หรือญาติของผู้นั้น หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง

              เมื่อได้รับคำร้องดั่งนั้น ให้ศาลดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวโดยด่วน ถ้าศาลเห็นว่าคำร้องนั้นมีมูล ศาลมีอำนาจสั่งผู้คุมขังให้นำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน และถ้าผู้คุมขังแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลไม่ได้ว่าการคุมขังเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ให้ศาลสั่งปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปทันที

ซึ่งศาลก็มีคำสั่งให้ไต่สวนฉุกเฉิน โดยให้มีการสืบพยานรวมทั้งสิ้นจำนวน 12 ปาก ได้แก่นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยานายบิลลี่ ในฐานะผู้ร้อง และนายกระทง  โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอีกจำนวน 4 คน นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักศึกษาฝึกงาน 2 คน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และพยานผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยสิ้นสุดการสืบพยานในวันที่ 7 กรกฎาคม 2557

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยคือ บิลลี่ถูกนายชัยวัฒน์ควบคุมตัวโดยมิชอบหรือไม่?

นายกระทง ผู้ใหญ่บ้าน นายเกษม หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ กจ.6 (เขามะเร็ว) และนายแพทย์นิรันดร์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เบิกความประกอบกันว่า ก่อนเกิดเหตุ บิลลี่มีเหตุขัดแย้งกับนายชัยวัฒน์ เนื่องจากบิลลี่เป็นสมาชิกอ.บ.ต.ห้วยแม่เพรียง และเป็นผู้ประสานงานให้แก่ชาวกะเหรี่ยงในการเรียกร้องสิทธิในการอยู่อาศัยและใช้พื้นที่ทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จนมีการยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์และพวกในคดีเผาไล่รื้อบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีเผาไล่รื้อบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจาน คลิก)

แต่พยานปากนายชัยวัฒน์ และผู้ที่ร่วมจับกุมบิลลี่ในวันดังกล่าว ยืนยันตรงกันว่า หลังจากที่ควบคุมตัวบิลลี่ไปถึงแยกหนองมะค่า นายชัยวัฒน์ได้ตักเตือนบิลลี่เกี่ยวกับการมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และได้ปล่อยตัวบิลลี่พร้อมของกลางไป

พยานปากนักศึกษาฝึกงาน กลับคำให้การในชั้นพิจารณาคดีในศาล

นักศึกษาฝึกงาน 2 คน ที่เดินทางไปกับนายชัยวัฒน์และพวกที่ด่านเขามะเร็ว ได้ให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งพันตำรวจโทกลยุทธ วงเพ็ชร์ พนักงานสอบสวนมาเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวน นักศึกษาฝึกงานไม่มั่นใจว่าบุคคลที่ขับรถจักรยานยนตร์อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับตนคือบิลลี่

แต่ในชั้นศาล นักศึกษาฝึกงานทั้ง 2 คน กลับเบิกความว่า หลักจากที่ตนเห็นนายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวบิลลี่พร้อมของกลาง ขึ้นรถกระบะของนายชัยวัฒน์ออกจากด่านเขามะเร็วไปแล้ว อีกประมาณ 5 นาที พยานทั้งสองได้โดยสารรถกระบะของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ออกจากด่านเขามะเร็ว ระหว่างทางทั้งสองเห็นบิลลี่ขับรถจักรยานยนตร์อยู่ในเส้นทางเดียวกัน

คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าคำร้องของผู้ร้องไม่มีมูล

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ศาลจังหวัดเพชรบุรีก็ได้มีพิพากษายกคำร้องของนางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ โดยระบุว่า พยานทั้งปากนายชัยวัฒน์  และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวบิลลี่ไปแล้ว แม้ทนายความฝ่ายผู้ร้องจะนำพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานมาเบิกความต่อศาลได้ความว่าคำให้การนักศึกษาฝึกงานในชั้นพนักงานสอบสวนขัดกับคำให้การในชั้นศาล แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานปากพนักงานสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าจึงไม่อาจรับฟังได้ ดังนั้น จากการไต่สวนพยานทั้งหมดแล้วยังฟังไม่ได้ว่าบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้ยกคำร้อง อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น หลักฐานเพิ่มเติมเพียงว่าไม่มีการส่งตัวบิลลี่ให้สภ.แก่งกระจาน

มาตรา 83 วรรค 1 บัญญัติว่า “ในการจับนั้น เจ้าพนักงานหรือราษฎรซึ่งทำการจับต้องแจ้งแก่ผู้ที่จะถูกจับนั้นว่าเขาต้องถูกจับ แล้วสั่งให้ผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับพร้อมด้วยผู้จับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ให้นำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดังกล่าว แต่ถ้าจำเป็นก็ให้จับตัวไป”

มาตรา 84 วรรค 1 บัญญัติว่า “เจ้าพนักงานหรือราษฎรผู้ทำการจับต้องเอาตัวผู้ถูกจับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนตามมาตรา 83 โดยทันที…”

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายกระทง ผู้ใหญ่บ้านได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายของบิลลี่ บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯจับกุม ขอให้ช่วยประกันตัว วันถัดมานายกระทงจึงไปที่สภ.แก่งกระจาน แต่ไม่พบตัวบิลลี่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจากคำเบิกความนี้ได้ความเพียงว่า ไม่มีการส่งตัวบิลลี่ไปดำเนินคดีที่สภ.แก่งกระจานเท่านั้นโดยไม่ทราบว่าบิลลี่อยู่ที่ใด

และศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดเพชรบุรีให้ยกคำร้อง โดยเนื้อหาในคำพิพากษาระบุว่า จากการไต่สวนพยานทั้งปากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่อุทยาน 4 คน รวมถึงนักศึกษาฝึกงาน 2 คน ให้การสอดคล้องกันว่าได้มีการปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว แม้คำเบิกความจะมีข้อแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญอันเป็นพิรุธไม่ ส่วนพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบยังรับฟังไม่ได้ว่ามีการคุมขังบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คำร้องขอผู้ร้องจึงไม่มีมูล อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับเต็ม

การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะคำเบิกความของพยานผู้ร้อง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2558 ศาลฎีกาก็ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องเช่นเดียวกับศาลจังหวัดเพชรบุรี และศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90 และข้อเท็จจริง ดังนี้

1. การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องของนางสาวพิณนภา ผู้ร้อง ที่ยื่นขอให้ปล่อยตัวนายบิลลี่ ศาลชั้นต้นต้องดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวแล้วพิจารณาคำร้องของผู้ร้อง และพยานที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนก่อนว่าคดีของผู้ร้องมีมูลหรือไม่

หากเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลจึงมีหมายเรียกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามคำร้องและทางไต่สวนของผู้ร้องอ้างว่าเป็นผู้คุมขังบิลลี่และให้นำตัวนายบิลลี่ผู้ถูกคุมขังมาศาล และให้นายชัยวัฒน์กับพวกดังกล่าวแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าการคุมขังเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

แต่ศาลชั้นต้นกลับหมายเรียกนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายชัยวัฒน์ และร่วมอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันมาไต่สวนโดยไม่ได้มีคำสั่งก่อนว่าคดีของผู้ร้องมีมูลหรือไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่อาจนำคำเบิกความของพยานดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้

2. ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะคำเบิกความพยานของผู้ร้อง

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องมีมูลหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลขั้นต้นพิจารณามีคำสั่งอีก

ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะคำเบิกความพยานของผู้ร้อง คือ นางสาวพิณนภา และนายกระทง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านโป่งลึก ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่ได้รู้เห็นว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้หรือไม่ และนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่ผู้ร้องนำเข้าไต่สวนเป็นพยานเพิ่มเติมนั้นก็เป็นเพียงพยานแวดล้อมกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ กับชุมชนกะเหรี่ยง โดยไม่ได้รู้เห็นเรื่องการหายตัวไปของนายบิลลี่แต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่านายชัยวัฒน์กับพวกควบคุมตัวนายบิลลี่ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคำเบิกความของนายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่ฯ กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น ไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโด ยไม่ชอบด้วยกฎหมายในศาลชั้นต้น อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ดีเอสไอแถลงพบเบาะแสบิลลี่เสียชีวิต หลังจากหายตัวไปกว่า 5 ปี : http://naksit.net/2019/09/dsi-billy030919/

เบื้องหลังการหายไปมีเรื่องราว : การหายไปของบิลลี่และจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานที่ปลิดปลิว : http://naksit.net/2019/08/billy-enforceddisappearanceday2019/

สอบถามเพิ่มเติม

นางสาววราภรณ์ อุทัยรังษี   ทนายความ   092-4725511

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *