แถลงการณ์ ขอให้ยุติการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ปิดกั้นเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปล่อยตัวผู้ชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้งโดยทันที

เผยแพร่ 22 พฤษภาคม 2561

ตามที่กลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ได้มีการจัดการชุมนุมในวาระครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารของ คสช. เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งภายในปลายปี 2561 และให้ คสช. หยุดสืบทอดอำนาจ การชุมนุมเริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 และมีการเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 แต่ได้ถูกสกัดกั้นจากเจ้าหน้าตำรวจหลายกองร้อยทำให้ผู้ชุมนุมไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปถึงทำเนียบรัฐบาลได้ และในที่สุดช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการจับกุมแกนนำการชุมนุมและผู้ชุมนุม และแกนนำบางส่วนตัดสินใจเข้ามอบตัว รวมแล้วมีผู้ถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 14 คน โดยถูกแยกควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม และสถานีตำรวจนครบาลพญาไทนั้น

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในกรณีดังกล่าว และมีความเห็นว่าการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ถือเป็นสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเองในทางการเมืองของประชาชน และเป็นเรื่องที่ชอบธรรมในสังคมที่เรียกตนเองว่าเป็นประชาธิปไตย โดยสิทธิประการดังกล่าวได้ถูกรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ดังนั้น รัฐควรที่จะเคารพสิทธิที่จะแสดงออกถึงเจตจำนงอย่างเสรีของประชาชน ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และผู้ที่แสดงออกถึงเจตจำนงดังกล่าวไม่ควรถูกดำเนินคดี

การจัดกิจกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และอยู่ในขอบข่ายของการชุมนุมโดยสงบตามที่ถูกรับรองไว้ในมาตรา 34 และ 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม แม้การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะสามารถทำได้ แต่ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายและจำเป็นแก่สังคมประชาธิปไตยเพื่อผลประโยชน์ทางความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งตามข้อเท็จจริงแม้ในการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะมีการโต้เถียงและกระทบกระทั้งกับเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ แต่การกระทบกระทั้งดังกล่าวก็มีสาเหตุมาจากการปิดกั้นเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบและการพยายามจับกุมผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง ก่อนเริ่มการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมก็ได้มีความพยายามในการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการดำเนินการแจ้งการชุมนุมสาธารณะตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ใช้ดูแลการชุมนุมสาธารณะของประเทศไทยในปัจจุบันแล้ว แต่เป็นรัฐเองที่ไม่ยอมดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว กลับนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 อันเป็นกฎหมายที่ถูกกำหนดขึ้นโดยคณะรัฐประหาร คสช. และถูกนำมาบังคับใช้อย่างไร้ขอบเขตเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบของประชาชนในช่วงเกือบสี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งคำสั่งดังกล่าวยังไม่ใช่เงื่อนไขทางกฎหมายที่จะนำมาใช้จำกัดเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบได้ตามหลักสิทธิมนุษยชนดังที่กล่าวไป

นอกจากนี้ ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ข้อ 9 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 28 ได้กำหนดว่าห้ามมิให้มีการจับกุมหรือควบคุมบุคคลโดยอำเภอใจ เว้นแต่โดยเหตุและเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้กำหนดให้การจับกุมโดยทั่วไปจะต้องมีหมายจับที่ออกโดยศาล การจับกุมควบคุมตัวบุคคลที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบที่ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง อันไม่ได้เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายปกติใดๆ และกระทำไปโดยไม่มีหมายหรือคำสั่งของศาล มีการอ้างเพียงคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่และขาดระบบการตรวจสอบที่เพียงพอ ย่อมถือเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอันสมควรและเข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวโดยอำเภอใจ

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยทันที และยุติการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม รวมทั้งหยุดการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 เป็นเครื่องมือในการจำกัดหรือปิดกั้นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

ด้วยความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (สนส.)