ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีอภิชาติชู้ป้ายต้านรัฐประหาร ระบุประกาศ คสช. ชอบตาม “ระบอบแห่งการรัฐประหาร” แต่ด้วยจำเลยชุมนุมโดยสงบ จึงให้ยกฟ้องข้อหามั่วสุมฯก่อความวุ่นวาย

  • ศาลอุทธรณ์เห็นว่าประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557 ถือเป็นกฎหมายตาม “ระบอบแห่งการรัฐประหาร” แล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มารองรับอีก และม่จำเป็นต้องมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน
  • ส่วนผลของคำพิพากษานั้น ศาลเห็นว่าจำเลยชุมนุมโดยสงบ ไม่เข้าข่ายเป็นการมั่วสุมฯ ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรก จึงยังคงให้ลงโทษตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  ข้อ 12  แต่ด้วยพฤติการณ์แห่งคดีไม่ร้ายแรง จึงยกโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้คงไว้เพียงโทษปรับ 6,000 บาท

อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฉบับเต็ม

วันนี้ (31 พฤษภาคม 2561) เวลาประมาณ 09.30 น. ณ ศาลแขวงปทุมวัน ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาคดีนายอภิชาตชูป้ายต้านรัฐประหารหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ เมื่อปี 2557 หลังจากเลื่อนอ่านคำพิพากษามาแล้ว 3 ครั้ง

สำหรับบรรยากาศที่ศาลแขวงปทุมวันในช่วงเช้าวันนี้ มีความเข็มงวดเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ศาลมายืนต้อนรับผู้คนที่เข้าออกประตูเครื่องตรวจ มีการสอบถามผู้เดินผ่านประตูตามปกติว่ามาติดต่อเรื่องอะไร แต่เมื่อมีการแจ้งว่ามาฟังคำพิพากษาคดีนายอภิชาต เจ้าหน้าที่จะแสดงท่าทีให้ความสนใจสอบถามเป็นพิเศษว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีอย่างไร เจ้าหน้าที่บางคนก็คาดเดาว่าเราเป็นนักข่าวหรือไม่ หลังจากนั้นจะมีการขอตรวจกระเป๋าตามปกติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หากเจ้าหน้าที่พบว่าในกระเป๋ามีคอมพิวเตอร์พกพามาด้วย เขาจะไม่อนุญาตให้เข้าไปในห้องพิจารณา โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นนโยบายของหัวหน้าศาลคนใหม่ที่กำหนดขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว

เมื่อผู้มาร่วมฟังคำพิพากษาจะเข้าไปในห้องพิจารณา เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าจะอนุญาตให้เข้าเฉพาะคู่ความและทนายความ คนที่ไม่เกี่ยวข้องให้รอด้านนอก โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่ามีการพิจารณาคดีอื่นอยู่ด้วย ที่นั่งจะไม่พอหากพวกเข้าไปกันหมด จริงๆแล้วนอกจากตัวจำเลยและทนายความแล้ว มีคนที่มาให้กำลังใจเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะทำให้ที่นั่งไม่พอได้ อย่างไรก็ดี คนที่มาให้กำลังใจจำเลยต่างก็เข้าไปข้างในห้องพิจารณากันหมด เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังค์ก็ได้แจ้งเน้นย้ำอีกครั้งว่าอนุญาตให้เฉพาะคู่ความและทนายความอยู่ในห้องพิจารณา แต่ผู้มาให้กำลังใจก็ยังคงนั่งกันตามปกติในห้องพิจารณา เพราะถือว่าโดยหลักการแล้วการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ่านคำพิพากษาคดีต้องกระทำโดยเปิดเผย คนทั่วไปแม้จะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับคดีก็ย่อมสามารถที่จะเข้าฟังได้ อีกทั้งที่นั่งในห้องพิจารณาก็ยังว่างอีกตั้งเยอะ

สุดท้าย เจ้าหน้าที่ก็ได้วุ่นวายเรื่องการให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าห้องพิจารณามากนัก แต่เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ทุกคน รวมทั้งคู่ความและทนายความปิดโทรศัพท์ และให้นำไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ที่หน้าบัลลังค์ ซึ่งทนายความก็ได้สอบถามว่า ทำไมต้องเก็บโทรศัพท์ไปไว้ข้างหน้าด้วย เพราะถึงอย่างไรก็ปิดโทรศัพท์และไม่ได้ใช้ในศาลอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงกลับมาว่าเป็นนโยบายของหัวหน้าศาลคนใหม่ที่ต้องให้เข็มงวด แต่พอถามถึงเหตุผลของการออกนโยบายดังกล่าว เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถอธิบายได้ บอกทิ้งท้ายเพียงว่าเขาเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง

พวกเรานั่งรอราวๆ 09.30 น. โดยประมาณ ผู้พิพากษาก็ขึ้นนั่งบัลลังค์ แล้วได้สอบถามว่าคู่ความฝ่ายใดมาศาลบ้าง วันนี้ฝ่ายอัยการโจทก์ไม่ได้อยู่ในห้องพิจารณา ส่วนฝ่ายจำเลย ซึ่งประกอบด้วยตัวจำเลยเองและทนายความมาศาล

หลังจากนั้น ศาลก็ได้เริ่มอ่านคำพิพากษา โดยเริ่มจากกล่าวถึงความเป็นมาของคดี ไล่เรียงตั้งแต่คำฟ้องของโจทก์ หลังจากนั้นก็กล่าวถึงคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และเริ่มไล่เรียงวินิจฉัยในประเด็นต่างๆที่ฝ่ายจำเลยอุทธรณ์ โดยสรุป ดังนี้

ประเด็นแรก  ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากการสอบสวนในคดีนี้มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ปัญหาในเรื่องอำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น ศาลอุทธรณ์ได้เคยวินิจฉัยมาแล้วในชั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้อง และได้พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดังนั้น การที่จำเลยยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอุทธรณ์อีก จึงเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ

ประเด็นที่สอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าการเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  มิใช่การได้มาซึ่งอำนาจการปกครองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยตามบทบัญญัติของกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงไม่อยู่ในฐานะรัฐาธิปัตย์ที่จะออกประกาศมาบังคับใช้โดยไม่ผ่านความยินยอมของประชาชนได้และเป็นการออกประกาศโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มาตรา 2 ที่บัญญัติให้การประกาศกฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรจะกระทำๆได้ต้องมีพระบรมราชโองการ ทั้งเป็นการประกาศโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจและไม่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามการชุมนุมทางการเมืองจึงไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยชอบ

ในประเด็นนี้ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศไทยก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะเข้ามาควบคุมการปกครองประเทศนั้น เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปตามที่ปรากฏในคำปรารภของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงจำเป็นต้องเข้ายึดและควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ดังกล่าว และแม้การกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเบื้องต้นจะมีลักษณะเป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น แต่เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครอง สถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในขณะนั้นก็คลี่คลายเข้าสู่ความสงบเรียบร้อย ไม่มีการต่อต้านขัดขืนจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การใดๆทั้งของรัฐและภาคเอกชน หรือแม้แต่คณะรัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนั้น ก็ไม่อาจโต้แย้งขัดขวางการกระทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศและการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาตินับแต่นั้นเป็นต้นมา อันถือเป็นการใช้กำลังยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามนัยของระบอบแห่งการรัฐประหารได้เป็นผลสำเร็จแล้ว คณะรักษาความสงบแห่งชาติย่อมมีอำนาจที่จะออกประกาศหรือคำสั่งใดๆอันถือเป็นกฎหมายตามระบอบแห่งการรัฐประหารมาใช้ในการบริหารประเทศชาติ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มารองรับอีก และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศหรือคำสั่งใดมาบังคับใช้โดยไม่มีการระบุให้ประกาศหรือคำสั่งนั้นมีผลในวันอื่นนอกจากวันที่ออกประกาศหรือคำสั่งนั้นแล้ว ประกาศหรือคำสั่งนั้นก็ย่อมมีผลบังคับใช้นับแต่วันประกาศหรือสั่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยชอบแล้วนั้น จึงชอบแล้ว

ประเด็นที่สาม จำเลยอุทธรณ์ว่าพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558  กำหนดนิยามการชุมนุมสาธารณะในมาตรา 4 ว่า  ไม่มีข้อห้ามมิให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ทำให้การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการชุมนุมสาธารณะตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่เป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 อีกต่อไป

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558  มาตรา 10 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้บัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ที่ประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ต้องแจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง มิใช่ว่าถ้าเป็นการชุมนุมสาธารณะแล้ว ผู้ที่ประสงค์จะชุมนุมจะสามารถทำการชุมนุมได้โดยทันที นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดบัญญัติว่าการมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปไม่เป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 จำเลยจึงไม่พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ประเด็นที่สี่ จำเลยอุทธรณ์ว่าการไปชุมนุมและแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการรัฐประหารของจำเลยเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ไม่ใช่การมั่วสุมโดยมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มาตรา 11 ได้รับการรับรองเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 เป็นการกระทำการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการรัฐประหารและโดยสุจริตใจในฐานะพลเมืองที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 และมาตรา 70 และเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีในการปฏิบัติตาม การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557

ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 กำหนดข้อห้ามกระทำการไว้สองลักษณะ กล่าวคือ ห้ามมิให้มั่วสุม ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และห้ามชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 จำเลยเข้าร่วมการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมเกิดกว่า 10 คน โดยจำเลยนำกระดาษที่เตรียมไว้มีข้อความว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” ชูประท้วงไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารที่มีความหมายถึงการใช้กำลังยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในการปกครองประเทศอันมีนัยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองโดยตรงแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงถือเป็นการชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกประกาศห้ามไว้ แม้ไม่ใช่การมั่วสุมโดยมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 มาตรา 11 ก็ตาม และแม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 มาตรา 4 ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการชุมนุม แต่ในมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้บัญญัติรับรองประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้  นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 279 ก็ยังบัญญัติรับรองไว้อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 ย่อมได้รับการรับรองให้มีผลบังคับใช้ต่อไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว การที่จำเลยอ้างหลักการของบทบัญญัติที่บัญญัติรับรองสิทธิไว้ในรัฐธรรมนูญเพียงมาตราใดมาตราหนึ่ง โดยไม่พิจารณาหลักการที่เกี่ยวเนื่องในมาตราอื่นๆด้วยจึงไม่ถูกต้อง

สำหรับประเด็นเรื่องการอ้างสิทธิในการต่อต้านโดยสันติวิธีต่อการทำรัฐประหารและหน้าที่พิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 69 และมาตรา 70 ของจำเลยนั้น  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่มีการทำรัฐประหารนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 เรื่อง การสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และฉบับที่ 11/2557 เรื่อง การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีผลให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 69 และมาตรา 70 ถูกยกเลิก ไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่อาจยกรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้อีกต่อไป

สำหรับประเด็นเรื่องกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมืองที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบนั้น ศาลได้ยกเงื่อนไขข้อจำกัดในข้อ 19 และ 21 ที่กำหนดให้รัฐภาคีสามารถตรากฎหมายจำกัดการใช้สิทธิดังกล่าวนั้นได้เท่าที่จำเป็นต่อการเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น  การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชนขึ้นมาประกอบการวินิจฉัย โดยศาลเห็นว่าเมื่อสถานการณ์ของประเทศไทยก่อนการรัฐประหารนั้นอยู่ในสภาพที่ไม่มีความสงบเรียบร้อย ย่อมเข้าเงื่อนไขตามข้อยกเว้นดังกล่าว  จึงนับว่ามีความจำเป็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะได้ออกประกาศอันถือเป็นกฎหมายมาจำกัดสิทธิในการชุมนุมทางการเมือง  เพื่อให้สถานการณ์ของบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วได้  ดังนั้น  การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 แล้ว

ส่วนประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่าร้อยโทพีรพันธ์  สรรเสริญ  เจ้าหน้าที่ทหารพยานโจทก์ไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่เกิดเหตุและไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวจำเลย  คำเบิกความพยานโจทก์ปากนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยกระทำผิดฐานนี้นั้น  ศาลเห็นว่า  คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้จากทั้งพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่นำสืบรับกันแล้วดังกล่าว  คดีจึงไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้กระทำการตามที่โจทก์กล่าวหามาตามฟ้องในความผิดฐานนี้หรือไม่อีกต่อไป  ดังนั้น  ปัญหาที่ว่าคำเบิกความของร้อยโทพีรพันธ์ พยานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัย

ประเด็นสุดท้าย จำเลยอุทธรณ์ว่า  ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายเป็นการมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป  กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ในประเด็นนี้ศาลเห็นว่า  พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักมั่นคงเพียงพอให้รับว่า  จำเลยกระทำการเข้าประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหารและเป็นผู้นำใช้คำพูดปลุกเร้าผู้ร่วมชุมนุมให้ฮึกเหิมต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง  เพราะพยานโจทก์ปากร้อยโทพีรพันธ์เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยยังมีลักษณะทำนองเป็นการสันนิษฐานหรือการแสดงความเห็นของพยานเอาเอง  และตามภาพเหตุการณ์ในคลิปวีดีโอวัตถุพยานก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ของจำเลยในลักษณะเป็นการมั่วสุมหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดอื่นๆ  ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมั่วสุมกันกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรกตามฟ้อง

นอกจากนี้ ศาลยังได้วินิจฉัยต่อไปด้วยว่า การกระทำของจำเลยเป็นเพียงความผิดฝ่าฝืนข้อห้ามการชุมนุมทางการเมืองตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 ที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  ข้อ 12 ในภายหลังระหว่างอัตราโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งนับเป็นโทษที่ไม่สูงมากนัก  ไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง  ประกอบกับจำเลยกระทำความผิดในวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบประชาธิปไตยซึ่งจำเลยมีความเลื่อมใสมาเป็นระบอบแห่งการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพียงวันเดียว  ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่อาจมีผู้คนบางส่วนดังเช่นจำเลยออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารได้  และจำเลยเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ  ไม่มีการใช้กำลังรุนแรงก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือความเสียหายใดๆต่อผู้อื่น  ทั้งเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมตัวจำเลยก็ไม่ได้ต่อต้านขัดขวางหรือขัดขืนไม่ยอมให้ควบคุม  พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยนับว่าไม่ร้ายแรง  ดังนั้น  ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยโดยระวางโทษจำคุกมาด้วยนั้น  ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่หนักเกินไป  จึงเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีโดยกำหนดให้ลงโทษปรับจำเลยสถานเดียวเท่านั้น

โดยสรุปแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  ข้อ 12 แต่ไม่ลงโทษจำคุกจำเลย ให้ลงเฉพาะโทษปรับ ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 วรรคแรกนั้น ศาลอุทธรณ์ยก

ความเป็นของคดีโดยสังเขป

คดีนี้เกี่ยวข้องกับการต่อต้านรัฐประหารคดีแรกๆ ย้อนกลับเมื่อ 4 ปีที่แล้ว วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพียงหนึ่งวัน กลุ่มประชาชนจำนวนหนึ่งได้ออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่บริเวณหน้าหอศิลป์ฯ เพื่อคัดค้านการรัฐประหาร  ซึ่งจ่าสิบเอกอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ ก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าร่วมทำกิจกรรมในครั้งนั้น  กลุ่มประชาชนที่ออกมาคัดค้านรัฐประหารในวันนั้นได้แสดงสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงการคัดค้านรัฐประหาร ส่วนใหญ่จะเป็นป้ายข้อความในกระดาษ A 4 ที่เตรียมกันมาเอง ในส่วนของนายอภิชาตได้มีการชูป้ายข้อความว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน”  และในช่วงค่ำของวันนั้นเอง เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเคลียร์พื้นที่และสลายกลุ่มประชาชน  นายอภิชาตถูกทหารจับกุมและถูกนำตัวไปควบคุมไว้ภายใต้อำนาจของกฎอัยการศึก 7 วัน

ต่อมาวันที่ 28 เมษายน 2558 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้องนายอภิชาต พงษ์สวัสดิ์ ข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 7/2557  ชุมนุมมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวานในบ้านเมือง   ไม่เลิกชุมนุมเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิก  และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามหน้าที่ตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้  ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก มาตรา 216 และมาตรา 368  เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1097/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 9075/2559

นายอภิชาตและทีมทนายความได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขากระทำนั้นไม่ได้เป็นความผิด แต่เป็นการใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญและเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลแขวงปทุมวันได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง (อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม)

แต่วันที่ 17 มีนาคม 2559  พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา ต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน 2559 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลแขวงปทุมวันระบุว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง   ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ได้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ (อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม)

ทำให้ในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาใหม่ว่า นายอภิชาตมีความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 7/2557 ให้พิจารณาโทษตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท  แต่เนื่องจากศาลเห็นว่านายอภิชาตไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาสในการกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (อ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม)

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560  ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลแขวงปทุมวัน ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวม 6 ประเด็น