อยู่ไหนก็หายได้….

ว่ากันว่า ทั่วโลกมีเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอย่างน้อย 43,250 ราย

ประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้า จากสถิติที่มีการรวบรวมจากการร้องเรียนโดยคณะทำงานว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจ ที่เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2523 ถึง 2559 ระบุว่าประเทศไทยมีการบังคับสูญหาย 82 กรณี ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงบางส่วนที่มีการร้องเรียนและบันทึกไว้ https://goo.gl/fstVTE

นี้เป็นเพียงบางกรณีที่ปรากฎ ยังมีหลายกรณีที่เงียบหายและไม่ปรากฎความคืบหน

19 มิถุนายน 2534 ทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงาน และเป็นผู้ที่ต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้หายไปก่อนวันที่จะเดินทางไปเป็นผู้แทนคนงานไทยในประชุมองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่นครเจนีวา จากวันนั้นจนวันนี้กว่า 26 ปีแล้ว ครอบครัวยังรอคอยความยุติธรรม

12 มีนาคม 2547 ทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งทำงานช่วยเหลือทางคดีความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อให้ผู้คนในพื้นที่เข้าถึงความยุติธรรมท่ามกลางสภาวะที่รัฐมีอำนาจล้นเกิน ถูกทำให้หายไป

ครอบครัวของทนายสมชาย ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดการค้นหาความจริง แต่ก็น่าผิดหวัง การเดินทางกว่า 12 ปีเพื่อพิสูจน์ความจริงและความยุติธรรม จบลงด้วยศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558

17 เมษายน 2557 บิลลี่ หรือพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงแห่งบางกลอย แก่งกระจาน ผู้เป็นปากเสียงของพี่น้องชาติพันธุ์กระเหรี่ยงบางกลอย เขาถูกทำให้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ผ่านไป 3 ปีกว่าแล้ว การค้นหาความจริงยังไม่คืบหน้า กรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิเสธไม่รับคดีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ ด้วยเหตุผลว่าการสืบสวนไม่มีความคืบหน้า อีกทั้ง นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาบิลลี่ ผู้ยื่นคำร้อง ไม่ใช่ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของบิลลี่ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ

การปฏิเสธไม่รับคดีบังคับสูญหายเป็นคดีพิเศษ เท่ากับการปล่อยให้การค้นหาความจริงดำเนินไปตามยะถากรรม ผลักภาระให้แก่ครอบครัวหรือญาติพี่น้องผู้สูญหายต้องวิ่งตามหาความยุติธรรมกันเอง โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลอยตัว สุดท้ายก็เกิดการลอยนวลพ้นผิด ช่วยหล่อเลี้ยงการอุ้มหายให้ดำรงอยู่ในสังคมไทยสืบไป

16 เมษายน 2559 พ่อเด่น คำแหล้ แกนนำการต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทำกินชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังเดินทางไปเก็บหน่อไม้บริเวณสวนป่าโคกยาว

ผ่านไป 1 ปี กรณีของพ่อเด่นมีความคืบหน้าพอสมควร แต่ความคืบหน้านั้นไม่ได้เกิดจากการทำงานของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการค้นหาความจริง แต่เป็นการทำงานของชาวบ้านครือข่ายปฏิรูปที่ดินอีสานและญาติของพ่อเด่นที่ร่วมกันเดินเท้าค้นหาร่วมหลายเดือน จนพบสิ่งผิดปกติมากมายที่อาจใช้เป็นหลักฐานได้ โดยเฉพาะผ้าขาวม้า และกะโหลกศรีษะมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์

การบังคับให้บุคคลหายสาบสูญถือเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือญาติมักจะไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมารัฐไทยไม่ประสบความสำเร็จในการคลี่คลายคดี ไม่สามารถสืบสวนเพื่อทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับสูญหายได้

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดทางกฎหมายของประเทศไทย ที่ยังไม่ได้กำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญารวมถึงกระบวนการสืบสวนสอบสวนค้นหาความจริงยังขาดความเป็นอิสระ และขาดประสิทธิภาพ

ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance (CED)) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 และกระทรวงยุติธรรม ภาครัฐและภาคประชาสังคมได้ผลักดันให้เกิดการจัดทำ “ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ….”

แต่เป็นที่น่าเสียใจที่เมื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลับปรากฎว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) มีมติให้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวคืนมา โดยไม่ปรากฏเหตุผลที่ชัดเจนของการส่งคืน มีเพียงการแถลงข่าวที่อ้างว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่มีการรับฟังความเห็นที่รอบด้าน ทั้งที่ร่างกฎหมายดังกล่าวดำเนินการร่างขึ้นโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่ายมานานหลายปี ผ่านการรับฟังความคิดเห็นหลายครั้ง ต่างกับร่างกฎหมายหลายฉบับ ที่สามารถออกมาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดนี้ แม้จะไม่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านก็ตาม

ต้องรอให้สูญหายอีกกี่คน รัฐถึงจะให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้