“คุณัญญา สองสมุทร”กับเส้นทางอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

“คุณัญญา สองสมุทร”กับเส้นทางอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

หากนับจากรุ่นแรกที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2556) โครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้การดำเนินงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)ได้รับอาสาสมัครเข้าโครงการจำนวน 8 รุ่นแล้ว โครงการนี้ได้ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิทธิมนุษยชนแล้วส่งต่อคนออกมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวทั้งในบทบาทนักกฎหมายและทนายความ ส่งผลให้แวดวงนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นยังมีประสบการณ์ทำงานไม่มากนัก แต่การที่ได้ทำงานกับทนายความรุ่นพี่ๆที่คอยส่งต่อความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับรุ่นน้องๆอยู่เสมอ อย่างน้อยก็เป็นหลักประกันได้ว่ามุมมองแนวคิดการทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือยังคงมีอยู่ในสังคมไทยไม่ได้สลายหายไปตามสายลม สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(HRLA) เป็นองค์กรหนึ่งที่มีจุดเริ่มจากการปลูกฝังแนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนจากโครงการอาสาสมัครนักฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยเหล่าอดีตอาสาสมัครในหลายๆรุ่นของโครงการดังกล่าวร่วมด้วยช่วยกันชักชวนนักกฎหมายและทนายความที่มีประสบการณ์และมีแนวคิดการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อก่อร่างสร้างพื้นที่ห้องทดลองงานด้านสิทธิมนุษยชนขึ้น โดยหวังเอาไว้ว่าสักวันวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนจะเกิดขึ้นในสังคมไทย แม้จะมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องทุ่มทั้งกำลังกายและกำลังใจในปริมาณที่มากโขให้กับสิ่งๆนั้นพวกเขาก็เต็มใจที่ทุ่มแรงกายและใจ ผลสำเร็จอาจไม่ได้มาเพียงชั่วข้ามคืนเป็นเรื่องที่ต้องดูกันยาวๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ๆเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลในอนาคต นั่นเองที่ทำให้สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน(HRLA) หรือแม้กระทั่งมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)เอง ได้เล็งเห็นความสำคัญของพลังคนรุ่นใหม่ที่จะสานต่อภารกิจให้ลุล่วง จึงเลือกที่จะให้พื้นที่กับนักกฎหมายรุ่นใหม่ๆได้เข้ามาเรียนรู้และทำงานในเส้นทางสายสิทธิมนุษยชนอยู่เสมอๆ แม้จะมีเบี้ยมีทุนไม่มากมายนักแต่ด้วยหัวจิตหัวใจทำให้โครงการอาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนได้ล่วงเข้าสู่รุ่นที่ 8แล้ว ที่ผ่านมาทำให้เกิดคนทำงานด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนในจำนวนที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมบ้างแล้ว และหวังว่ามันจะเพิ่มจำนวน(พร้อมคุณภาพ)มากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต หากเป็นเช่นนั้นจริงความหวังคงไม่ไกลเกินจริงมากนัก ในปีนี้ “นางสาวคุณัญญา สองสมุทร” คือคนที่ได้โอกาสใช้พื้นที่ของการเป็นอาสาสมัครเข้าทำงานร่วมกับสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (HRLA) เธอไม่ได้เข้ามาจากการโหวตทาง sms จากทางบ้านแต่อย่างใด เธอบอกกับเราว่าเธอมาพร้อมใจที่อาสาทำดี จริงเท็จประการใดลองไปทำความรู้จักกับตัวตนและความคิดของเธอในฐานะ “อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

ภาคประชาชน เรียกร้องรัฐรับฟังความเห็นร่างกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม

ภาคประชาชน เรียกร้องรัฐรับฟังความเห็นร่างกฎหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม

วันที่ 30 มิถุนายน 2560 เครือข่ายองค์ภาคประชาสังคม ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบจากการออกกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แถลงการณ์ฉบับนี้รวบรวมและสรุปความคิดเห็นจากนักวิชาการ และภาคประชาชน ในงานเสวนา “การวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย กับ กรณีการออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ออกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 กำหนดแนวทางการประเมินผลกระทบของกฎหมายและการรับฟังความคิดเห็น ไว้แค่ให้หน่วยงานรัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์ อย่างน้อย 15 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับฟังประชาชนที่ต่ำมาก ทำให้การรับฟังความคิดเห็นกลายเป็นแค่เพียงพิธีกรรม “ที่ผ่านมาการเร่งดำเนินการร่างกฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว

บนเส้นทางกฎหมายชุมนุมสาธารณะ : กรณีการชุมนุมยื่นหนังสือค้านแก้กฎหมายบัตรทอง

บนเส้นทางกฎหมายชุมนุมสาธารณะ : กรณีการชุมนุมยื่นหนังสือค้านแก้กฎหมายบัตรทอง

การชุมนุมสาธารณะ ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในเรื่องสาธารณะ  สามารถแสดงออกถึงความเดือดร้อนของตนหรือกลุ่มตนต่อผู้มีอำนาจ หรือต้องการแสดงออกถึงเจตจำนงค์บางประการได้ การชุมนุมสาธารณะ เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือโต้แย้งกับอำนาจรัฐหรือทุนที่ไม่เป็นธรรม เป็นเครื่องมือสำคัญของชาวบ้านเพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนบางอย่าง ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เราจะเห็นการชุมนุมสาธารณะเกิดขึ้นเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมเพื่อเป้าหมายต่อต้านรัฐบาล หรือการชุมนุมย่อยๆของกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ แม้โดยหลักการ การชุมนุมสาธารณะโดยสงบจะถูกรับรองให้เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานประการหนึ่ง แต่ในสังคมไทย หลายคนก็ไม่ได้พึงใจกับการชุมนุมสาธารณะมากนัก เพราะมันดูมีความขัดแย้งวุ่นวาย ไทยนี้รักสงบ จะมาชุมนุมกันให้วุ่นวายทำไม คนที่ไม่ชอบให้มีการชุมนุมก็มักจะลดทอนความชอบธรรมของการชุมนุมด้วยการกล่าวหาว่า เป็นม็อบรับจ้างบ้าง ซึ่งผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าม็อบแบบนั้นมีจริงสักเท่าไหร่กัน เพราะเท่าที่เข้าร่วมสักเกตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมาก็ไม่เห็นว่ามีใครถูกจ้างมาชุมนุม แต่ก็นั้นแหละครับ ใครอยากรู้ว่ากลุ่มต่างๆที่มาชุมนุมกันนั้น มีการจ้างมาหรือป่าว ก็น่าจะเข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุมดูสักครั้ง เท่าที่ผู้เขียนติดตามการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ พบว่า การชุมนุมมันมีสาเหตุ ไม่ได้เกิดจากการนึกอยากสนุก หรือการอยากเปลี่ยนบรรยากาศมากินนอนข้างถนน ตากแดดตากฝน การชุมนุมมันมีที่มาของมัน ซึ่งส่วนใหญ่เหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดการชุมนุมก็มาจากรัฐเป็นผู้ก่อปัญหาเอง แม้แต่การชุมนุมทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลหลายครั้งหลายหนที่ผ่านมา เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาลเองก็ทำผิดพลาด ดังนั้น หากรัฐจริงใจ ฟังเสียงของประชาชน