ตามหาความเป็นธรรม ภรรยาและลูกๆบิลลี่เดินทางเข้าพบ ป.ป.ท. สอบถามความคืบหน้าการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวบิลลี่

เกือบจะเข้าปีที่ 3 แล้วที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ที่ด่านเขามะเร็ว ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าบิลลี่มีรังผึ้งและน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง หลังจากนั้นบิลลี่ก็หายตัวไปโดยไม่ทราบชะตากรรมจนกระทั่งบัดนี้

วันที่ 19 ธันวาคม 2559 นางสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของนายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ จึงได้เดินทางเข้าพบประธานอนุกรรมการไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการที่จะใช้เพื่อดำเนินการสืบหาตัวบิลลี่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบิลลี่

การดำเนินการของ ป.ป.ท. เริ่มต้นจากพนักงานสอบสวนจากสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ท. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 เพื่อให้ดำเนินการกับนายชัยวัฒน์และพวกรวม 4 คนกรณีที่มีการกล่าวโทษว่านายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น กับพวกรวม 4 คนมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากการนายชัยวัฒน์ กับพวกได้ควบคุมตัวนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ไว้เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยอ้างว่ามีของกลางเป็นน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง แต่เจ้าหน้าที่อุทยานฯก็ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมทั้งไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้นายบิลลี่ทราบ ไม่จัดทำบันทึกการจับกุม ไม่จัดทำบัญชีของกลาง ไม่ได้แจ้งสิทธิตามกฎหมายให้นายพอละจีทราบ อีกทั้ง ยังไม่ได้แจ้งให้ญาติของนายพอละจีทราบถึงการถูกจับและไม่นำตัวนายพอละจีพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ ปรากฎว่าหลังจากนั้นนายบิลลี่ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

ในช่วงแรก ป.ป.ท. ภาค 7 จังหวัดนครปฐม เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 29 มกราคม 2558 นาวสาวพิณนภา พฤกษาพรรณ ได้เดินทางมาร้องขอให้ ป.ป.ท ส่วนกลางเข้าไปรับผิดชอบดำเนินการแทน ด้วยความไม่มั่นใจในการทำงานของ ป.ป.ท. พื้นที่ ในขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนชุดใหม่จากตำรวจภูธรภาค 7 ซึ่งได้เข้าไปรับรับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาการหายตัวไปของบิลลี่แทนพนักงานสอบสวนพื้นที่ ก็ได้ส่งสำนวนเพิ่มเติมให้แก่ ป.ป.ท. ส่วนกลางด้วย และหลังจากนั้นก็มีคำสั่งให้มีการโอนคดีมาให้ ป.ป.ท. ส่วนกลางรับผิดชอบกรณีนี้แทน ป.ป.ท. ภาค 7 และได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการแทนชุดเดิมด้วย

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินการ ประธานอนุไต่สวนฯของ ป.ป.ท. ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันกระบวนการในการดำเนินการของอนุกรรมการไต่สวนได้มีการสอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานของทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว และหากไม่มีการอ้างพยานเพิ่มเติม คงจะสามารถสรุปสำนวนและเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูลความผิดได้ภายในกลางเดือนมกราคม 2560 ซึ่งหากไม่ติดขัดอะไรก็คาดว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะสามารถชี้มูลได้ภายในไม่เกิน 1 เดือนนับแต่เสนอเรื่อง หากคณะกรรมการมีมติว่าไม่ผิด เรื่องก็จบ แต่อ่างไรก็ดี ผู้เสียหายก็ยังสามารถนำพยานหลักฐานดำเนินการฟ้องร้องต่อไปได้ แต่หากคณะกรรมการมีมติชี้มูลว่ามีความผิดอาญา ก็จะมีการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานอัยการอีกว่าจะเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อศาล

ประธานอนุไต่สวนฯชี้แจงอีกว่า ที่กระบวนการทำงานมีความล่าช้า เนื่องจากการดำเนินการของ ป.ป.ท. เป็นระบบไต่สวนโดยคณะกรรมการ และในการดำเนินการจะมีขั้นตอนต่างๆมากมาย ต้องมีการให้ผู้ถูกกล่าวหาอ้างพยานหลักฐานเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหาก็มีการอ้างพยานหลักฐานมาค่อนข้างมาก กว่าจะสอบหมดทุกปากก็ใช้เวลานานพอสมควร

กรณีการหายตัวไปของบิลลี่ มีความพยายามจากภรรยาและองค์กรต่างๆในการผลักดันให้มีการสืบสวนหาตัวบิลลี่และดำเนินการกับผู้กระทำความผิดมาอย่างต่อเนื่อง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก คดีอาญาจึงยังค้างคาอยู่ที่ชั้นสอบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผู้ถูกร้องขอให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษก็ยังคงนิ่งเงียบ แต่จากการได้ฟังประธานอนุกรรมการฯไต่สวนผู้รับผิดชอบอธิบายในวันนี้แล้ว ดูเหมือนจะมีความหวังมากขึ้นหลังจากที่รอคอยความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการกับกรณีบิลลี่หายมาเป็นเวลายาวนาน ทั้งนี้ ในช่วงต้นปีหน้า เราคงต้องเฝ้าติดตามว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะชี้มูลออกมาในแนวทางใด ซึ่งก็ได้แต่หวังว่า การชี้มูลจะเป็นประโยชน์ต่อการสืบหาตัวบิลลี่และการดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบิลลี่ http://naksit.net/th/?p=346