หลังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีนายใช้ บุญทองเล็ก อีกครั้งกับการลอยนวลพ้นผิด

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ศาลจังหวัดเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีสังหารนายใช้ บุญทองเล็ก นักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดิน สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง

กรณีนี้สืบเนื่องจากนายใช้ บุญทองเล็ก อายุ 61 ปี สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และนักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินชุมชนคลองไทรพัฒนา ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2558 ซึ่งในทางการสอบสวนพบว่ามีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องจำนวนสามคนคือ มือปืน ผู้จ้างวาน และคนขับรถจักรยานยนต์ แต่ในชั้นฟ้องร้องดำเนินคดี สามารถนำเพียงผู้ต้องต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นคนขับรถจักรยานยนต์เท่านั้นมาดำเนินคดีในชั้นศาลได้

คดีนี้พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ให้มือปืนที่ก่อเหตุยิงนายใช้ ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ญาติของนายใช้ ได้ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยมีทนายความจากสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนให้การช่วยเหลือในด้านการดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์. เนื่องจากศาลเห็นว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองคนไม่น่าจะจดจำใบหน้าคนร้ายได้ เพราะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ พยานอยู่ห่างจากจุดที่คนขับรถยืนอยู่พอสมควร ประกอบกับเป็นช่วงเวลาใกล้ค่ำ ส่วนที่โจทก์ร่วมนำสืบในประเด็นการใช้โทรศัพท์ของจำเลยซึ่งเชื่อมโยงกับคนยิงนั้น เห็นว่าเป็นข้อมูลหลังจากวันเกิดเหตุเวลานานมาก จากพยานหลักฐานและการนำสืบดังกล่าวจึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ต่อมาฝ่ายโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 และวันนี้ (28 พฤศจิกายน 2559) ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์

การสูญเสียชีวิตของนายใช้ คาดว่ามีสาเหตุหลักมาจากการต่อสู้ร่วมกับชาวชุมชนคลองไทรพัฒนา ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของชาวบ้านเข้าตรวจสอบพื้นที่ซึ่งบริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด ครอบครองปลูกปาล์มน้ำมันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยชาวบ้านได้เรียกร้องให้รัฐนำที่ดินมาจัดสรรให้กับเกษตรกรตามแนวทางโฉนดชุมชน แต่ตลอดระยะเวลาที่ชาวชุมชนคลองไทรพัฒนาได้เข้าไปอาศัยอยู่ในพื้นที่เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากภาครัฐ

ตลอดระยะเวลาที่ต่อสู้ กลุ่มชาวบ้านต้องพบกับการข่มขู่ และคุกคามให้ออกจากพื้นที่ ทั้งจากภาครัฐและกลุ่มอิทธิพลเถื่อน จนเกิดสังหารชาวบ้านไปแล้วก่อนหน้านายใช้ถึง 3 รายคือ

นายสมพร พัฒนภูมิ ถูกลอบยิงเสียชีวิตภายในชุมชนคลองไทรพัฒนา อ.ชัยบุรี จังหวัดสุราษฤร์ธานี เมื่อปี 2553
นางมณฑา ชูแก้ว และ 3. นางปราณี บุญรักษ์ ถูกลอบยิงเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปตลาดเมื่อปี 2555
ทั้งสามกรณียังไม่สามารถนำตัวคนร้ายมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมได้ นายใช้ คือเหยื่อรายที่ 4 ที่ยังไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ แม้ฝ่ายผู้เสียหายจะพยายามต่อสู้ตามเส้นทางกระบวนการยุติธรรมจนผ่านไป 2 ชั้นศาลแล้วก็ตาม

การลอยนวลพ้นผิดของผู้ก่อเหตุ สร้างความกังวลให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่อย่างยิ่ง เพราะมือปืนและอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่อาจจะหย่ามใจและก่อเหตุขึ้นอีกได้ ดังจะเห็นได้จากในช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนายใช้ได้ไม่ถึงเดือน ในวันที่ 8 เมษายน 2559 ก็เกิดการลอบสังหารสมาชิกชุมชนคลองไทรพัฒนาอีก 1 รายคือ นายสุพจน์ กาฬสงค์ ซึ่งมีฐานะเป็นพยานโจทก์ปากสำคัญในคดีสังหารนายใช้ เขาถูกลอบยิงขณะที่เดินทางกลับเข้ามาในชุมชน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ทราบจำนวน แต่ยังโชคดีกว่ารายอื่นๆ เพราะคุณสุพจน์ยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ปัญหาความไม่เป็นธรรมในคดีสังหารนายใช้ บุญทองเล็ก และสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้รายอื่นๆ ทำให้ครอบครัวของนายใช้และผู้แทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เข้ายื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมไปแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 และครั้งที่สองเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 เพื่อร้องขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีเหล่านี้ไว้เป็นคดีพิเศษ เพราะเห็นว่าไม่ใช่คดีฆาตกรรมทั่วไป แต่เป็นคดีที่มีมูลเหตุจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินของคนจน และเกี่ยวข้องกับกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น แต่จนกระทั่งบัดนี้การดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ยังไปไม่ถึงขั้นไหน

การลอยนวลพ้นผิดในคดีนายใช้และสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรรายอื่นๆ คงเป็นบทพิสูจน์ถึงความล่มเหลวของกระทบวนการยุติธรรมไทยได้อย่างดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าศาลผิด อัยการผิด หรือตำรวจผิด หนชรือทนายความผิด แต่มันคือความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบที่ไม่กระตื้อรื้อร้นและร่วมมือกัน โดยเฉพาะหน่วยงานในชั้นสืบสวนสอบสวนและมีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่พร้อมกว่าอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ยังไม่ใส่ใจและกระตื้อรื้อร้นต่อชะตากรรมและความยุติธรรมของเหยื่อ

การลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความไร้ประสิทธิภาพและไม่กระตื้อรื้อร้นของกระบวนการยุติธรรม ย่อมส่งผลให้นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกชุมชนคลองไทรพัฒนาที่อยู่ในพื้นที่ และนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้กับอำนาจรัฐและอำนาจอิทธิพลเถื่อนในที่อื่นๆ ตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงที่อาจประสบเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิตได้อีกในอนาคต

ท้ายสุดนี้ เราจึงได้แต่คาดหวังว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศจะถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อนำพาความเป็นธรรมมาสู่เหยื่อที่ถูกละเมิด เราหวังว่าผู้กระทำความผิดจะถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับการพิจารณคดีอย่างเป็นธรรมและได้รับโทษ ตลอดจนการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะช่วยหยุดยั้งวงจรอุบาทแห่งการลอยนวลพ้นผิด ช่วยหยุดยั้งอาชญากรรมที่จะเกิดแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเองและส่วนร่วม